แรงแค้นใต้เงารัก

Go down

แรงแค้นใต้เงารัก

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 6:30 am

ปก




เนื้อใน
หมายเหตุ
นี่เป็นไฟล์ตัวอย่าง
ระบุถึงลักษณะรูปเล่ม และอาร์ตเวิร์ก ประกอบการพิจารณาเพื่อการดาวน์โหลดเท่านั้น
ความละเอียดของไฟล์จึงไม่สมสมบูรณ์เท่าไฟล์จริง












แก้ไขล่าสุดโดย Admin เมื่อ Mon Dec 11, 2017 8:10 am, ทั้งหมด 1 ครั้ง

Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แรงแค้นใต้เงารัก

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 6:41 am

*เนื้อหาช่วงกลางเรื่อง*

เช้าวันใหม่ เป็นวันแรกของสัปดาห์ที่จะต้องไปโรงเรียน อาทีบอกกับลุงไกรว่าจะซ้อนท้ายจักรยานของอิทธิไปโรงเรียนเอง แต่แล้วก็รู้สึกขัดใจเมื่อมารดาพาร่างออกมาพูดกระทบกระทั่งเชิงขัดขวางตามเดิม

“ชอบตกระกำลำบากนักนะไอ้อาที มีรถขับไปส่งดีๆ ไม่ชอบ ไอ้อิทธินั่นมันมีดีอะไรนักหนาแกถึงติดมันนัก”

“แม่อย่าชวนผมทะเลาะแต่เช้าได้มั้ยครับ ผมกำลังจะไปโรงเรียนนะครับ ผมต้องเรียนหนังสือทั้งวัน ผมต้องการสมาธิ”

“งั้นแกก็รีบไปสิ แต่ให้นายไกรขับรถไปส่งนะ ฉันห้ามแกไปกับไอ้อิทธิ”
“โธ่เอ้ย ไอ้เราก็นึกว่าจะดีขึ้น ที่ไหนได้เหมือนเดิมไม่มีผิด” อาทีบ่นเปรยๆ ก่อนจะยอมเดินหน้าบึ้งตึงไปยังรถที่ลุงไกรรออยู่ ก่อนหน้าที่มารดาเพลาๆ การราวีลงหน่อยก็เคยนึกแอบดีใจว่าเจ้าตัวจะละทิ้งนิสัยจอมบงการ แต่ที่ไหนได้ พอพี่ชายไม่อยู่ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม

“เออ ไม่เคยเลยที่จะเห็นความหวังดีของฉัน การที่ฉันปกป้องแกไม่ให้ลดตัวไปใกล้ชิดกับลูกคนงานฉันผิดนักเรอะ” จิตราส่งเสียงตามหลังตอนลุงไกรเคลื่อนรถออกไปแล้ว รู้สึกขัดใจจนอยากหาที่ระบายอารมณ์ สายหน่อยจึงส่งเสียงเรียกเพลินพิศเพื่อไปจัดการราวีแม่นางที่เรือนสำนักงานอีกครั้ง ไปถึงก็ไม่รีรอที่จะตรงเข้าไปหาเรื่องว่ากระทบกระทั่ง โดยยกเรื่องโต๊ะทำงานมาเปิดประเด็น

“นั่นโต๊ะทำงานหล่อนหรือกองขยะนังแม่นางทำไมมันโสโครกสกปรกอย่างนั้น”
“ก็ไม่ได้รกอะไรนี่คะ ดิฉันก็เก็บเช้าเก็บเย็นอยู่ตลอด” แม่นางเอ่ยตอบ จะว่าไปโต๊ะของนางดูเป็นระเบียบกว่าโต๊ะใครๆ ในเรือนสำนักงานแห่งนี้เสียด้วยซ้ำ การทักท้วงของจิตราบ่งบอกได้ชัดเจนว่านางกำลังโดนราวีดังเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว

“ต๊าย! ดูมันยอกมันย้อนสิคะคุณจิตร จัดการมันเลยค่ะ เดี๋ยวพิศช่วย” เพลินพิศเอ่ยเสี้ยมเจ้านายทันที เนื้อกายเต้นระริกตั้งแต่ได้ยินเจ้านายบอกว่าจะมาทำอะไรที่นี่แล้ว พอสบโอกาสเสี้ยมจึงใส่จริตเต็มที่

“งั้นมึงก็ไปไล่คนงานในนี้ออกไปข้างนอกให้หมดสิอีพิศ กูจะได้จัดการได้คล่องมือหน่อย” จิตราหันมาสั่งสาวใช้ เพลินพิศหน้าบานรับคำแล้วเดินเชิดไปสั่งคนงานให้ออกไปข้างนอกกันก่อนบอกเจ้านายมีประชุมลับๆ กับผู้คุมบัญชี

“คุณจิตรคิดจะมารังแกดิฉันแบบนี้ไม่ได้นะคะ ดิฉันทำอะไรผิดเหรอคะถึงได้มาเรื่องกันแต่เช้า” แม่นางเอ่ยว่าในตอนที่คนงานออกไปข้างนอกกันหมดแล้ว ภายในเรือนสำนักงานแห่งนี้จึงเหลือแต่นางที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับจิตราและเพลินพิศที่ตอนนี้ได้หันไปหัวเราะเยาะให้กันเองพลางเอ่ยสนทนากัน

“ดูสิอีพิศ กูยังไม่ทันทำอะไรเลยมันก็กลัวจนหน้าถอดสีซะแล้ว โอ้ย กูจะสงสารดีมั้ยนะ” เจ้านายเริ่มก่อนสาวใช้รีบเอ่ยเสริม

“จริตมันน่ะสิคะคุณจิตร มันแสร้งกลัวเพื่อให้คุณจิตรเวทนามันเหมือนที่มันทำกับคุณจันทร์ไงคะ อย่าไปสงสารมันค่ะ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ใครเห็น โอกาสงามๆ แบบนี้หายากนะคะ ถ้าคุณจิตรไม่อยากให้มือแปดเปื้อนหนังหน้ามันเดี๋ยวพิศจัดการให้ก็ได้ค่ะ”

“ก็ดีนะ งั้นมึงไปจัดการมันก่อนไป เดี๋ยวกูจะยืนดูซิว่าฝีมือมึงยังสมกับเป็นคนสนิทกูอยู่มั้ย” จิตราเอ่ยสั่งสาวใช้ หันมามองแม่นางเหยียดๆ ซึ่งขณะนี้ได้ถอยร่นไปหน่อยๆ ตอนที่เห็นสาวใช้ของหล่อนย่างสามขุมเข้าหา

“อย่านะเพลินพิศ หล่อนจะทำกิริยาป่าเถื่อนแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ ฉันกับหล่อนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน” แม่นางเอ่ยกับสาวใช้เจ้านายขณะที่ถอยร่างหนีการรุกราน

“ต๊าย! พูดจายังกะเป็นผู้ดีมาก่อนนะยะอีแม่นาง แบบนี้อีพิศขอตบให้จริตผู้ดีออกจากร่างหล่อนทีเถอะ” เพลินพิศถลาร่างเข้าใส่แม่นางหลังจากเอ่ยจบ ถือโอกาสที่ฝ่ายนั้นยังไม่ทันตั้งตัวยกฝ่ามือขึ้นฟาดไปบนใบหน้าเจ้าตัวถึงสองฉาดซ้ายขวา

“งามมากอีพิศ สาใจกูนักเชียว” จิตราเอ่ยชมให้กำลังใจสาวใช้พลางหัวเราะออกมาอย่างสะใจที่เห็นใบหน้าแม่นางหันสะบัดไปตามแรงตบ ส่วนเพลินพิศพอได้รับคำชมก็ดีใจจนเนื้อเต้นจึงหันมาใส่จริตยกมือไหว้ขอบคุณผู้เป็นนาย หลังทำเสร็จคิดจะหันกลับไปจัดการแม่นางต่อ แต่คราวนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายร้องกรี้ดหน้าหงายบ้างเมื่อโดนฝ่ามือแม่นางตบสวนกลับมาซ้ายขวาเช่นกัน

“ฉันสุดจะทนกับพฤติกรรมหล่อนแล้วล่ะเพลินพิศฉันถึงต้องทำแบบนี้” แม่นางเอ่ยว่าเสียงเข้ม หายใจฟึดฟัดเพราะแรงโกรธ คิดว่าสาวใช้เพลินพิศไม่มีสิทธิ์ทำกับนางแบบนี้
“อีแม่นางมึงตบกู มึงตาย” เพลินพิศโกรธเนื้อกายสั่นที่โดนฝ่ามือตบสวนกลับมาจนแสบระบม ที่สุดจึงพุ่งร่างเข้าคิดจะขย้ำคนตรงหน้าให้แหลกคามือ แต่เกมกลับพลิกผันเมื่อแม่นางสุดจะทนแล้วกับการโดนราวีเกินกว่าเหตุแบบนี้ ทันทีที่ร่างของเพลินพิศพุ่งถึงตัวนางจึงจับร่างนั้นนอนราบลงบนโต๊ะทำงานแล้วจัดการฟาดฝ่ามือใส่ไม่ยั้งปากก็ว่า
“หล่อนเองก็ขี้ข้าไม่ต่างจากฉัน อย่ามากล้ากับฉันให้มันมากนักจำไว้”
จิตรายืนอ้าปากค้างมองร่างสาวใช้หน้าหันสะบัดจากแรงฟาดฝ่ามือของแม่นางจนเลือดไหลกลบปาก เมื่อเห็นดังนั้นจึงได้สติพุ่งเข้าไปดึงร่างแม่นางออกมาจับไว้

“อีพิศลุกเร็ว กูจับมันไว้แล้วจัดการเอาคืนเลย” หล่อนส่งเสียงบอกสาวใช้ แม่นางเริ่มใจเสีย เพราะคิดว่าเพลินพิศจะต้องถอนทุนคืนจากนางมากกว่าที่นางทำหล่อนเป็นแน่ ด้านเพลินพิศพอได้ยินเสียงเจ้านายบอกก็ใจชื้นบ้างจึงพยามยันกายลุกขึ้นพาใบหน้าสะบักสะบอมเดินมายังร่างคนที่ตบหน้าหล่อนไม่ยั้ง

“มึงทำกูได้เลือด มึงก็ต้องได้เลือดด้วยอีแม่นาง” สาวใช้เอ่ยว่าก่อนจะยกมือขึ้นฟาดฉาดแรกเข้าเป้าสมใจจนเหยื่อหน้าหันสะบัด

“ดีมากอีพิศ เอามันให้หนักกว่าที่มันตบมึงอีกเร็ว” จิตราเอ่ยออกคำสั่ง พลางออกแรงจับเหยื่อไว้มั่น

“ได้ค่ะคุณจิตร มันทำพิศเจ็บ พิศก็ต้องจัดการมันอยู่แล้ว” เพลินพิศได้ใจกำเริบขึ้นเมื่อเห็นแม่นางไม่มีทางสู้ สาวใช้เงื้อมือขึ้นฟาดลงไปอีกสุดแรงเสียงดังเพี๊ยะ! แต่แทนที่จะดีใจกลับหัวใจแทบวายเมื่อพบว่าใบหน้าที่รับแรงตบไปเต็มๆ ครั้งนี้คือใบหน้าเจ้านายนั่นเอง

“อีพิศ มึงตบกู” จิตราร้องลั่นด้วยความตกใจปนเจ็บใจที่ตัวเองเป็นฝ่ายโดนฝ่ามือสาวใช้ซะเอง เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะแม่นางได้ก้มหลบฝ่ามือที่เหวี่ยงมานั่นเอง
แม่นางเป็นอิสระในตอนที่จิตราปล่อยร่าง นางเห็นฝ่ายนั้นใช้มือไปประคบใบหน้าตัวเอง จึงถอยร่างออกมา สักพักมองเห็นสาวใช้ถลาไปก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นเจ้านายก็นึกสมเพช ก่อนจะสาแก่ใจเล็กๆ ที่เห็นผู้เป็นเจ้านายเงื้อมือขึ้นตบหน้าบ่าวของตัวเองซะเอง

“แค่นี้มึงก็ตบพลาด มึงอย่าอยู่เลยอีพิศ” จิตราอาละวาดใส่สาวใช้เพื่อระบายอารมณ์โกรธจนไม่ทันสังเกตเห็นว่าคนที่ตัวเองตั้งใจมาราวีกำลังยืนส่ายหน้ามองการกระทำอยู่
แม่นางเดินเลี่ยงหนีออกจากเรือนสำนักงานโดยปล่อยให้บ่าวกับเจ้านายราวีกันเอง เหตุการณ์นี้ช่างเป็นแรงขับให้นางอยากออกไปให้พ้นจากไร่นี้ให้เร็วที่สุดได้ดีนัก รอให้บุตรชายนางกลับมาจากโรงเรียนก่อนเถอะ บางทีนางอาจจะบอกเจ้าตัวใหม่ก็ได้ว่าเป็นไปได้มากที่นางจะพาเจ้าตัวออกจากไร่นี้เร็วกว่ากำหนด


…………………………………………………….


ทางด้านอิทธิหลังเลิกเรียนก็มีเหตุวุ่นวายเช่นกัน เมื่อปั่นจักรยานกลับไร่อยู่ดีๆ ก็มีชายฉกรรจ์สามนายออกมาจากป่าข้างทางแสดงท่าทีอันธพาลหาเรื่องด้วยการจับร่างเจ้าตัวเหวี่ยงลงจากจักรยานแล้วคนหนึ่งจับร่างไว้ ส่วนอีกสองคนใช้เหล็กในมือที่เตรียมกันมาพังทุบจักรยานเสียจนผิดรูปไม่สามารถใช้งานได้ พอสมใจจึงพากันยกจักรยานที่พังแล้วเหวี่ยงหายเข้าไปในป่า ก่อนคนที่จับร่างไว้จะยอมปล่อย

“ไอ้พวกเลว พวกมึงเป็นใครวะมาทำรถกูแบบนี้ได้ไง” หนุ่มน้อยตวาดถามคนกลุ่มนั้นเมื่อร่างเป็นอิสระ เจ็บปวดที่เห็นจักรยานคู่ใจพังลงต่อหน้าต่อหน้าแล้วถูกจับโยนหายไปในพงหญ้าข้างทาง

“พวกกูเป็นใครไม่สำคัญหรอก แต่นี่มันแค่เริ่มต้นโว้ยไอ้เด็กน้อย ต่อไปมึงกับแม่มึงเจอหนักกว่านี้แน่หากว่ายังอวดดีอวดเก่งกันอยู่” ชายหน้าเหี้ยมที่สุดในกลุ่มเอ่ยบอก แล้วแสยะยิ้มให้อย่างน่ากลัวพลางยกท่อนเหล็กมาแตะที่แก้มให้รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกก่อนจะพากันหัวเราะร่าผละไป ถึงตอนนี้อิทธิจึงรีบวิ่งเข้าไปดูจักรยานคู่ใจที่กลายเป็นเพียงเศษเหล็กนอนหมกอยู่ในพงหญ้า เด็กหนุ่มค่อยๆ เอามือลูบคลำไปยังส่วนต่างๆ นึกถึงภาพที่เคยใช้งานมันเพื่อไปในทุกที่แล้วน้ำตาก็ร่วงเป็นสาย คงไม่มีอะไรที่จะสร้างความปวดใจได้เท่ากับการมองเห็นของที่รักโดนทำลายต่อหน้าต่อต่อตาแล้วไม่อาจเข้าไปช่วยได้ สำนึกสุดท้ายของความเสียใจหนุ่มน้อยฉุกคิดถึงถ้อยคำของเหล่าอันธพาลวัยฉกรรจ์ที่กล่าวคาดโทษถึงมารดาของตนด้วย

“แม่” ที่สุดจึงยกมือปาดน้ำตาทิ้ง เมื่อความรู้สึกเป็นห่วงมารดาบดบังความรู้สึกอาลัยจักรยานคู่ชีพ จัดการลุกขึ้นดึงใบไม้ใบหญ้าพร้อมกิ่งไม้ต่างๆ นาๆ ที่พอจะเอามาปกคลุมจักรยานให้พ้นจากการมองเห็นโดยง่าย นาทีนี้เขาคงต้องรีบกลับเรือนให้เร็วที่สุดเพื่อไปให้เห็นกับตาว่ามารดานั้นปลอดภัยดีอยู่ ส่วนจักรยานคันนี้ค่อยคิดกลับมาเอาไปซ่อมแซมภายในวันหลัง
เกือบมืดที่อิทธิกลับถึงเรือนเพราะต้องเสียเวลารอรถรับส่งเพื่อนั่งมาลงปากทางไร่นานหลายนาที ทันทีที่ไม่เห็นร่างมารดาอยู่ที่เรือนจึงวิ่งเข้าไปยังเรือนสำนักงานหวังว่าจะพบเจ้าตัวที่นั่นแต่แล้วก็ผิดหวัง เด็กหนุ่มออกอาการร้อนรนถามไถ่คนงานที่ยังไม่กลับ โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้มีสายตานายศรกำลังลอบมองอยู่อย่างเยาะๆ พลางเอ่ยออกมาอย่างสาใจ

“สงสัยพวกนั้นคงจัดการขู่มันเรียบร้อยแล้ว มันถึงต้องมาร้อนรนวิ่งพล่านหาแม่มันแบบนี้”
อิทธิถามไถ่คนนั้นคนนี้สุดท้ายก็ได้คำตอบที่คนบอกคาดเดาเอาว่ามารดาน่าจะอยู่ที่เรือนหลังใหญ่ เพราะเมื่อช่วงสายของวันนี้จิตราตามมาอาละวาดถึงที่นี่ แล้วเจ้าตัวก็ตบตีกับเพลินพิศจนเพลินพิศสะบักสะบอม คิดว่าจันทร์จวงน่าจะเรียกไปชำระความ

“แม่” หนุ่มน้อยเอ่ยออกมาเสียงเบา นึกเป็นห่วงขึ้นมาอีกหลายเท่าจึงรีบวิ่งกระหืดกระหอบกลับไปยังเรือนหลังใหญ่ พรวดพราดขึ้นไปบนเรือนทันทีเมื่อไปถึง และก็ได้ยินเสียงจิตรากำลังอาละวาดใส่มารดาจริงๆ ภาพแรกที่เห็นต่อหน้าทำเอาหนุ่มน้อยตัวชา นั่นคือจิตรากำลังเงื้อมือขึ้นจะตบหน้ามารดา จึงตวาดเสียงห้ามลั่นเรือน

“อย่าแตะต้องแม่ผมแม้แต่ปลายเล็บนะคุณจิตร!”
“ไอ้อิท” อาทีเอ่ยเรียกชื่ออิทธิก่อนใครในตอนที่เห็นเด็กหนุ่มเดินตรงมายังร่างของแม่นาง
“เสนอหน้ามาจนได้นะไอ้เด็กไพร่” จิตราเอ่ยตามมาหลังจากลดมือลง อิทธิไม่สนใจมากนัก หนุ่มน้อยดึงร่างมารดาออกมาห่างจากฝ่ายนั้น หันมองหน้าแต่ละคนคล้ายอยากได้คำตอบว่านี่มันเรื่องอะไรกันทำไมคนบนเรือนนี้ถึงยอมให้จิตรามาพิพากษามารดาด้วยวิธีนี้

“พาแม่เรากลับเรือนไปก่อนอิทธิ ฉันชักจะเวียนหัวกับเหตุการณ์แล้ว” จันทร์จวงเอ่ยบอกหนุ่มน้อยในจังหวะที่เจ้าตัวหันมาสบตาเป็นเชิงตั้งคำถาม หญิงชรารู้สึกหน้ามืดจริงๆ กับเรื่องราววุ่นวายที่กำลังจะบานปลายตอนนี้ แต่จะโทษใครได้ล่ะก็นางเองแหละที่ให้บ่าวรับใช้ไปเรียกตัวแม่นางมาเพื่อสืบความในเรื่องที่น้องสาวนางถลาเข้ามารายงานว่าเจ้าตัวไปตบตีสาวใช้อย่างเพลินพิศจนใบหน้าบวมช้ำ ตอนแรกก็คิดว่าน้องสาวคงจะใส่ความเช่นเดิมแต่พอเห็นใบหน้าของสาวใช้ที่โดนกล่าวอ้างก็อดที่จะตกใจไม่ได้ เป็นไปได้เหรอว่ารอยบวมช้ำบนใบหน้าของสาวใช้อย่างเพลินพิศจะเป็นฝีมือของแม่นางคนที่ไม่น่าจะร้ายใส่ใครเป็น
วินาทีแรกที่แม่นางพาร่างมาบนเรือน นางก็ต้องออกโรงหย่าศึกไปรอบหนึ่งแล้วตอนที่จิตราก็ถลาเข้าไปตบตีฝ่ายนั้น พอศึกสงบจึงได้เอ่ยถามไถ่ถึงเหตุการณ์ว่ามายังไงไปยังไงถึงได้มีเรื่องมีราวกันขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่เคยอยู่กันอย่างสงบมาได้หลายวัน และคนแรกที่แถลงการณ์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก น้องสาวแท้ๆ ของนางเองที่เปิดปากบอกว่าตัวเองแค่เดินตรวจงานในเรือนสำนักงานอยู่ดีๆ พอเจอโต๊ะทำงานที่รกราวกองขยะของแม่นางก็เลยตำหนิไปตามหน้าที่เจ้านาย แต่อีคนโดนตำหนิมันกลับทำท่าทีไม่พอใจโต้ตอบกลับอย่างโอหังว่าโต๊ะทำงานของมัน มันทำงานคนเดียว จะรกยังไงคนอื่นก็ไม่น่าที่จะมายุ่ง และด้วยความที่เพลินพิศบ่าวคนสนิทนั้นภักดีต่อตัวเองมากนักก็เลยออกโรงโต้กลับว่าคำพูดและการทำนั้นไม่สมควร สองคนตอบโต้กันไปมาสุดท้ายสาวใช้ของหล่อนก็พลาดท่าเสียทีโดนอีกฝ่ายเข้าทำร้ายตบตีอย่างที่เห็น

“จริงรึแม่นาง” คำถามนี้นางเอ่ยถามอีกหนึ่งคู่กรณีที่รับฟังเรื่องราวจากปากน้องสาวนางด้วยท่าทางนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาเพียงสั้นๆว่าขอให้นางใช้วิจารณญาณของคนมีเหตุมีผลคิดทบทวนเอาเองว่าใครเริ่มกระทำสิ่งร้ายๆ ก่อน เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาคงจะช่วยให้นางหาคำตอบได้ง่ายขึ้น

คำแถลงการณ์เพียงเท่านั้นเองที่ทำน้องสาวนางปากสั่นตัวสั่นถลาเข้าคิดจะเงื้อมือตบตีฝ่ายนั้นอีก นางกำลังคิดจะห้ามแต่ก็ไม่ทันเสียงของเด็กหนุ่มที่กำลังยืนจ้องตาอยู่ตอนนี้

“อย่าหาว่าผมก้าวร้าวเลยนะครับคุณจันทร์ ก่อนที่ผมจะพาแม่ผมกลับเรือน คุณจันทร์โปรดบอกผมมาได้มั้ยครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมคุณจิตรถึงได้คิดจะทำร้ายแม่ผม” อิทธิเอ่ยถามหญิงเจ้าของไร่ แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ายนั้นจะตอบก็โดนอีกคนที่ส่งเสียงตวาดใส่ซะก่อน

“หาว่าฉันคิดทำร้ายแม่แกเหรอไอ้เด็กไพร่ แล้วทีแม่แกมาทำร้ายคนของฉันล่ะ หันไปใช้ตาดำๆ ของแกมองดูอีพิศซิว่าที่สภาพหน้ามันเป็นแบบนั้นเพราะฝีมือใคร”
เสียงนั่นเป็นเสียงจิตรา อิทธิหันไปมองใบหน้าเพลินพิศ ตกใจไม่น้อยที่เห็นรอยบวมช้ำ แต่นั่นมันจะเป็นฝีมือมารดาจริงๆ น่ะหรือ

“แม่บอกอิทสิว่ามันไม่จริง” เด็กหนุ่มหันมาถามมารดา ก่อนจะใจหายกับคำตอบที่ได้รับ

“จริงอิท แต่แม่อธิบายได้นะ”

“นั่นยังไงล่ะมันยอมรับแล้ว คราวนี้พี่จันทร์อย่าห้ามจิตรนะคะที่จิตรจะทวงความยุติธรรมให้บ่าวของจิตร” จิตราเอ่ยขึ้นทันควันในตอนสิ้นคำของแม่นาง และขณะที่ทุกคนยังงงๆ กับเหตุการณ์หล่อนก็ถือเวลานั้นถลาเข้าไปฟาดฝ่ามือใส่ใบหน้าแม่นางทันที ใบหน้าแม่นางหันสะบัดไปตามแรงตบ อิทธิตกใจจนตัวชาที่เห็นมารดาถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตาอีกครั้ง หนุ่มน้อยหันมามองคนกระทำ นึกชิงชังจนเก็บกลั้นไม่ไหวจึงยกมือผลักจิตราให้ถอยออกจากร่างมารดาสุดแรง

จิตราร้องลั่นในตอนที่ร่างเซถอยหลังจากการโดนผลัก อารมณ์ร้ายของหล่อนปะทุถึงจุดเดือด รีบพยุงตัวไว้แล้วถลาเข้าไปเงื้อมือหวังฟาดใส่ใบหน้าอิทธิ แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเหยื่อที่เข้ามารับฝ่ามือหล่อนกลายเป็นอาที

“อาทีลูก” จันทร์จวงเผลอร้องเรียกชื่อหลานชายอย่างตกใจในตอนที่เห็นใบหน้าหนุ่มน้อยหันสะบัดไปตามแรงฟาดฝ่ามือ ด้านอาทีความเจ็บปวดแค่นี้ไม่สามารถลดทอนความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนได้จึงรีบเอ่ยบอกให้เจ้าตัวพาแม่นางกลับไปที่เรือนในเดี๋ยวนี้ อิทธิยอมฟังคำเพื่อนเมื่อเห็นจิตราแสดงท่าทีร้ายกาจออกมาอีก ดึงแขนมารดาเตรียมหันหลังลงจากเรือน แต่แล้วก็ต้องตกใจในเสียงร้องของฝ่ายนั้น

เหตุที่แม่นางร้องลั่นเรือนเพราะบัดนี้เส้นผมของนางโดนจิตราคว้ากระชากไว้พร้อมคำขู่กรรโชก

“วันนี้กูไม่ได้เห็นเลือดหัวทั้งแม่ทั้งลูกก็อย่ามาเรียกกูอีจิตร”
เอ่ยเสร็จจิตราก็ออกแรงดึงเส้นผมทั้งกระจุกในอุ้งมือเพื่อพาร่างของแม่นางไปยังเสาเรือนใกล้ๆ การกระทำของหล่อนนั้นรวดเร็วเสียจนใครก็ไม่อาจคาดคิด หลายสายตาต่างอึ้งไปกับความร้ายกาจของที่แสดงออกมาให้เห็นด้วยสีหน้าและแววตาที่ไร้ซึ่งความปราณีใดๆ แม้คนที่โดนลากไปจะร้องโอดโอยอ้อนวอนขอให้ปล่อย ทุกคนมารู้สึกตัวอีกทีก็ในตอนที่หญิงร้ายผู้นั้นกำลังจะจับศีรษะเหยื่อโขกเข้ากับเสาเรือน สาวใช้ที่อยู่บนเรือนด้วยต่างหวีดเสียงยกมือปิดหน้าปิดตาเพราะคิดว่าจะเห็นภาพอันสะเทือนใจ แต่สามคนที่ไม่ยอมให้ภาพนั้นเกิดขึ้นง่ายๆ ต่างก็วิ่งไปจับร่างของคนร้ายกาจเอาไว้ ส่งเสียงห้ามกันจ้าละหวั่น

“จิตรา! หล่อนอย่าทำอะไรอุกอาจบนเรือนหลังนี้นะ ปล่อยแม่นางเดี๋ยวนี้” แม้เรี่ยวแรงจะมีน้อยตามวัยแต่จันทร์จวงก็เข้าขวางการะกระทำอันร้ายกาจของน้องสาวนางสุดใจขาดด้วยการยกมือแกะอุ้งมือที่เกร็งจิกบนเส้นผมของแม่นางให้หลุดออก แต่ก็ช่างยากนักเมื่อจิตราไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

“แม่ พอเถอะครับ หยุดร้ายกาจผิดมนุษย์ซะทีเถอะ” อาทีอีกคนที่ช่วยดึงร่างมารดาให้ห่างออกจากเสาเรือน ส่วนอิทธินั่นได้เข้าช่วยจันทร์จวงแกะกรงเล็บจิตราออกจากเส้นผมมารดา น้ำตาไหลด้วยความสะเทือนใจเมื่อเห็นมารดาร้องโอดโอยจากอาการเจ็บหนังศีรษะ

“ถอยออกไป ใครก็อย่าได้มายุ่ง กูบอกแล้วไงว่าหากวันนี้เลือดหัวอีแม่ลูกคู่นี้ไม่ออกมาให้กูเห็น ก็อย่ามาเรียกกูอีจิตร” จิตราตวาดขึ้นอีก ออกแรงฮึดฮัดให้ทุกร่างที่เข้ารั้งตัวกระเด็นหลุดหนีห่าง และคนแรกที่เซถลาล้มไปก็คือจันทร์จวง

“ว้าย! คุณจันทร์” เสียงบ่าวไพร่ที่เปิดตามามองเหตุการณ์ร้องกันระงมในตอนที่เห็นร่างเจ้านายชราร่างหงายล้มฟาดกับพื้นเรือน หลายสายตาเห็นนางพยายามจะลุกขึ้นแต่สุดท้ายก็ล้มชักกระตุกสองสามครั้งก่อนฟุบหมดสติทั้งๆ ที่สายตายังเบิกโพลงอยู่อย่างน่ากลัว

“ป้าจันทร์ ป้าจันทร์ ป้าเป็นอะไร” อาทีละความสนใจจากมารดาถลาเข้ามาจับร่างผู้เป็นป้าเขย่า เด็กหนุ่มเห็นร่างนั้นนอนแข็งทื่อตาค้างก็กลัวว่าเจ้าตัวจะเป็นอะไรในสิ่งที่ไม่อยากให้เป็น น้ำตาหนุ่มน้อยไหลออกมาอาบแก้มเป็นสายพลางร้องตะโกนให้บ่าวไพร่เข้าช่วยจ้าละหวั่น
จิตราหยุดอาการบ้าคลั่งไว้ชั่วคราวแล้วหันมาสนใจอาการพี่สาวบ้าง ภาพที่เห็นทำเอาหล่อนตกใจเช่นกันจึงยอมปล่อยร่างของแม่นางให้เป็นอิสระแล้วถลาเข้ามาพยุงร่างพี่สาวเขย่าถามพลางร้องห่มร้องไห้

“พี่จันทร์ พี่จันทร์ พี่จันทร์ฟื้นสิคะ พี่จันทร์เป็นอะไร จิตรขอโทษ จิตรขอโทษ”

“แม่ แม่พาป้าจันทร์ไปหาหมอนะครับแม่ ผมเป็นห่วงป้าจันทร์ ผมกลัวอ่ะแม่ ผมกลัว” อาทีร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนมารดา สติหนุ่มน้อยตอนนี้หลุดกระเจิดกระเจิงจนเกินจะกู่กลับ เพราะหากผู้เป็นป้าเป็นอะไรไป ก็ไม่รู้ว่าตนเองจะอยู่ในไร่นี้ได้ยังไง จิตราเองก็ใช่ว่าจะต่างจากบุตรชาย หล่อนเองก็ร้องห่มร้องไห้พลางออกปากสั่งให้คนงานเตรียมรถเพื่อที่จะพาพี่สาวหล่อนไปโรงพยาบาลในเมือง ส่วนอีกด้านหนึ่งแม่นางกับอิทธิก็กำลังนั่งกอดกันกลม โดยต่างคนก็ต่างร้องไห้สายตาทั้งคู่มองมายังร่างของผู้มีพระคุณที่นอนแข็งทื่อตาเบิกโพลงเฉกเช่นคนไร้ซึ่งชีวิต ในใจสองคนอยากจะเข้ามาดูอาการอย่างใกล้ชิดนัก แต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะยังหวั่นใจว่าจิตราจะร้ายเข้าใส่ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้อีก

“แม่ คุณจันทร์จะเป็นอะไรมั้ยแม่” อิทธิเอ่ยถามมารดาปนสะอื้น ในนาทีนี้นึกห่วงใยผู้มีพระคุณเหลือล้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากมารดาเท่าไหร่นักที่ไม่สนใจเก็บเผ้าผมที่กระเซอะกระเซิงจากการโดนจิกกระชากให้เข้ารูป นางปล่อยให้น้ำหูน้ำตาไหลอาบสองแก้มเป็นสาย ไม่อาจตอบบุตรชายได้เต็มปากนักว่าเจ้าของไร่นี้จะเป็นอะไรได้แค่ไหน แต่จากอาการที่นางเห็นน่ากลัวนักว่าฝ่ายนั้นอาจจะจนสิ้นลมไปแล้ว


ตามต่อความดราม่าได้ภายในเล่ม


Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: แรงแค้นใต้เงารัก

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 6:58 am

ตัวอย่างเนื้อหาอีกสักตอน

อาทีออกตามหาอิทธิท่ามกลางแสงสลัวของเสี้ยวพระจันทร์บนฟ้าเหนือท้องไร่ ไม่ต่างจากแม่นางที่ตัดสินใจถือไฟฉายเดินมายังเรือนหลังใหญ่เพราะเข้าใจว่าอิทธิคงจะยังอยู่ที่นี่ ในใจนางนึกห่วงบุตรชายยิ่งกว่าสิ่งใดเพราะเจ้าตัวหายร่างมานานแล้วแต่ไม่มีวี่แววที่จะกลับเรือนสักที

ฝั่งนายศรและสินแม้จะลงจากเรือนเจ้านายมาพักหนึ่งแล้ว แต่สองพ่อลูกก็ด้อมๆ มองๆ สถานการณ์การวิวาทอยู่ไม่ไกลจากเรือนเท่าไหร่นัก สองคนทั้งสะใจปนสมเพชที่เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้นในครั้งนี้ เพราะลึกๆ แล้วทั้งสองไม่ได้คิดจงรักภักดีต่อจิตราหรือจันทร์จวงอย่างจริงจังเลยสักนิด อะไรในไร่ที่พอจะกอบโกยหรือโกงได้ก็ต่างหาโอกาสทำแทบทั้งนั้น รายได้หลักจากการค้าส้มนั่นยิ่งสำคัญ แม้ตอนนี้แม่นางจะคุมอยู่แต่การเป็นคนงานเก่าแก่ที่รู้หลักการเข้าออกของรายจ่ายรายรับของไร่นี้อยู่พอสมควรก็หาวิธีหมกเม็ดมาเก็บใส่กระเป๋าได้อยู่เรื่อยๆ
ตอนลงจากเรือนสองพ่อลูกลงจากทางด้านหน้าในเวลาใกล้เคียงกับที่อาทิตย์ลากพาอิทธิลงไปอีกด้าน ทั้งสองจึงไม่ได้เห็นว่าอาทิตย์ลากอิทธิไปทางใด แต่ในขณะที่ซุ่มดูสถานการณ์อยู่ สี่หูก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่ออิทธิมาจากปากของบุตรชายคนเล็กของจิตรา

“นั่นมันเสียงไอ้อาทีนี่พ่อ มันเรียกไอ้อิทธิ นี่มันกำลังตามหาเพื่อนมันเหรอ” สินเอ่ยกับบิดาหันไปมองทางต้นเสียงที่มีเพียงแสงสลัวรางๆ ส่องนำไปยังร่างของอาทีที่เดินแกมวิ่งหันซ้ายแลขวาพลางตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสนิท

“แล้วไอ้อิทธิมันหายไปไหนล่ะ” นายศรเอ่ยขึ้นบ้าง สินยิ้มร้ายออกมา

“ตอนนี้พ่ออย่าเพิ่งสนใจไอ้อิทธินั่นเลย มาช่วยผมสั่งสอนไอ้เด็กปากดีนี่ก่อนดีกว่า”

“เอ็งหมายความว่าไง”

“ก็ไอ้เด็กนี่มันสามหาวใส่ผมตอนที่ผมลงมาห้ามไอ้อิทธิขึ้นเรือนน่ะพ่อ ท่าทางมันอวดตนข่มผมซะผมอยากจะต่อยหน้ามันซะตรงนั้น ดีล่ะ มันมาตะเวนในที่มืดแบบนี้ ใครทำร้ายมัน มันคงจะจับตัวไม่ได้หรอก” สินรายงานบิดาพร้อมคิดแผนร้าย

“เอางั้นเลยเหรอวะ” นายศรถามลังเลก่อนจะตกลงปลงใจช่วยบุตรชายในการลอบทำร้ายอาทีเพียงเพื่อระบายอารมณ์โกรธของเจ้าตัว


…………………………………………………….


อาทีเดินวกไปวนมาจนล้า เสียงที่ร้องเรียกเพื่อนไปก็ไร้วี่แววการตอบรับ เด็กหนุ่มยืนหอบเหนื่อยพักหายใจ ก่อนเปรยกับตัวเองเบาๆ

“หรือว่ามันจะกลับเรือนไปแล้วจริงๆ”

หลังเปรยจบสองขาก็คิดจะออกก้าวเดินไปยังเรือนหลังนั้น แต่ยังไม่ทันได้ออกเดินร่างก็เซถลาไปข้างหน้าเพราะรู้สึกว่าแผ่นหลังโดนกระแทกสุดแรง หนุ่มน้อยร้องโอ้ยด้วยความเจ็บ ร่างทั้งร่างล้มคะมำลงกับพื้นเพราะทรงตัวไม่อยู่ กำลังจะพลิกกายหันมามองต้นเหตุที่ทำให้ล้มเสียท่า แต่ก็ทำไม่ทันเพราะรู้สึกว่ามีร่างหนาหนักขึ้นนั่งทับกลางหลังจนรู้สึกจุกแน่นหายใจติดขัด

“มาเดินมืดๆ แบบนี้มึงไม่กลัวตายใช่มั้ยไอ้เด็กน้อย” สินดัดเสียงเอ่ยสำนวนแปร่งๆ ออกไปเมื่อกระโดดทับตรงกลางหลังอาทีได้สำเร็จหลังจากที่เจ้าตัวโดนแรงถีบจากปลายเท้าบิดาของจนล้มลงไม่เป็นท่า

“ปล่อยกูนะโว้ย มึงเป็นใครวะ” อาทีเอ่ยถามออกมาอย่างตะกุกตะกัก พยายามดิ้นให้หลุดจากการกดทับ อยากจะหันหน้ามามองเหลือเกินว่าใครกันที่ทำแบบนี้ แต่ก็ช่างลำบากนักเมื่อท้ายทอยถูกจับกดแนบพื้นหญ้าด้วยมือหนาหยาบจนไม่สามารถขยับต้นคอหรือใบหน้าได้

“อ็อค!..อ็อค.อ็อค!” หนุ่มน้อยเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้นเมื่อมือหนาหยาบนั้นเลื่อนจากท้ายทอยขึ้นมากดจิกหนังศีรษะให้ใบหน้าจมลงไปกับพื้นหญ้า ประหนึ่งว่าคนทำไม่ต้องการให้หันมามองใบหน้าได้

“มึงโอหังนัก มึงต้องโดนแบบนี้แหละไอ้ลูกหมา” สินออกแรงกดใบหน้าอาทีให้จมลงบนพื้นหนักขึ้น รู้สึกสาแก่ใจจนต้องแสยะยิ้มออกมาเมื่อเห็นปลายขาของฝ่ายนั้นสะบัดดิ้นเร่าๆ ดั่งคนกำลังจะขาดใจตาย สาแก่ใจในผลงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องยอมคลายมือออกเมื่อเห็นสัญญาณจากผู้เป็นบิดาแจ้งว่าเห็นแสงไฟส่องมา ฝ่ายนั้นโบกมือไล่คล้ายออกคำสั่งให้รีบหนีจากตรงนี้ก่อนจึงจำใจลุกขึ้นแล้วทิ้งร่างที่กำลังจะขาดใจตายของอาทีไว้เพียงเท่านั้น

“แสงไฟมาจากไหนน่ะพ่อ” ชายหนุ่มเอ่ยถามบิดาขณะรีบวิ่งกลับเรือน

“ข้าก็ไม่รู้โว้ย สงสัยเป็นพวกออกตามหามันนี้แหละมั้ง อย่าถามเลย รีบวิ่งกลับเรือนเร็วๆ เข้าก่อนมีคนมาเห็น” สองพ่อลูกเผ่นแนบไปทางเรือนโดยไว โดยทางเบื้องหลังอาทีพยายามยันกายที่บอบช้ำจากการโดนทับลุกขึ้นอย่างอยากลำบาก เด็กหนุ่มปัดเศษดินและฟางหญ้าออกจากใบหน้าแล้วเปิดปากสูดเอาลมเข้าปอดเพื่อยื้อลมหายใจที่กำลังจะปลิดปลิว สักพักหนึ่งพอเห็นแสงไฟส่องมาใกล้ๆ จึงฮึดตะโกน

“ช่วยด้วยครับ”

“เสียงคุณอาทีนี่” แม่นางหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้น สัญชาตญาณสั่งให้สองขาวิ่งไปยังที่มาของเสียง พลางส่องไฟมองหาเจ้าของเสียง

“คุณอาทีเหรอคะ อยู่ไหนคะ”
อาทีพอได้ยินเสียงของหญิงที่ตนเคารพก็น้ำตาปิ่มด้วยความดีใจ อาการขวัญกระเจิงเมื่อครู่ค่อยๆ ทุเลาลง เด็กหนุ่มยันกายลุกวิ่งไปหาแสงไฟ

“แม่นางช่วยด้วย มีคนจะฆ่าผม มีคนจะฆ่าผม” หนุ่มน้อยโผเข้ากอดที่พึ่งเมื่อเจอร่างแม่นางแล้ว พอๆ กับแม่นางที่กอดปลอบเช่นกัน

“ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะคะคุณอาที เกิดอะไรขึ้นหรือคะหยุดร้องนะคะ ค่อยๆ เล่า” แม่นางเห็นอาการสะอื้นของคนในอ้อมกอดก็รีบปลอบพลางถามไถ่เรื่องราว แต่ดูท่าฝ่ายนั้นจะยังเล่าไม่ได้เพราะเอาแต่กายสั่นสะท้าน หนำซ้ำเนื้อผิวที่สัมผัสถึงยังเย็นเยียบจนน่าตกใจ

“ตายแล้ว คุณอาทีตัวเย็นมากเลย ไปค่ะ เดี๋ยวดิฉันพากลับเรือน” ช่วงเวลานี้แม่นางนึกห่วงคนตัวสั่นจนลืมคิดถึงการเผชิญหน้าจิตรา นางรีบพาร่างของอาทีกลับไปยังเรือนหลังใหญ่ทันที

ในขณะที่แม่นางกำลังพาอาทีกลับเรือน จันทร์จวงและจิตรากำลังถกเถียงกันภายในห้อง ส่วนนายศรก็พาบุตรชายกลับถึงที่พักได้ปลอดสายตาผู้คน แต่ ณ ริมฝั่งลำคลองท้ายไร่ อาทิตย์ได้ตัดสินใจเหวี่ยงร่างของอิทธิลงไปในสายน้ำนิ่งที่เย็นเยียบหลังจากที่ลากฉุดเจ้าตัวมาได้สำเร็จ ค่ำมืดแบบนี้น้ำในลำคลองนี้เย็นจัดแค่ไหนเขายังจำมันได้ดี คืนนี้คนอวดดีอย่างอิทธิสมควรที่จะโดนจับแช่ให้อยู่ในนั้นจนจะสำนึกว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไรในไร่แห่งนี้ ยอมเอ่ยขอโทษตนกับมารดาพร้อมสัญญาว่าต่อจากนี้จะเลิกโอหัง ปากดี และรั้นด้วยทิฐิ นั่นแหละเขาถึงจะยอมให้ขึ้นมา แต่ตราบใดที่ฝ่ายนั้นยังคงรั้นที่จะไม่ทำตามเขาก็จะยืนคุมเชิงอยู่แบบนี้ไปทั้งคืน ให้มันรู้กันไปว่าจะทนหนาวเย็นได้สักกี่นาที

“คิดว่าทำแบบนี้แล้วผมจะไม่มีปัญญาขึ้นฝั่งอย่างนั้นเหรอคุณอาทิตย์” อิทธิตะโกนใส่หน้าคนที่นึกชิงชังในการกระทำ การโดนจับเหวี่ยงลงในสายน้ำที่เย็นเข้ากระดูกแบบนี้เข้าใจได้เลยว่าอาทิตย์ต้องการใช้ความทรมานกดดันให้ยอมศิโรราบตามคำสั่ง

“ก็เอาซี้ จะขึ้นฝังไหนก็เลือกเอา ถึงฉันจะจากไร่นี้ไปนาน แต่ฉันก็ไม่ลืมหรอกว่าที่นี่มันมีตรงไหนที่สามารถขึ้นฝั่งได้บ้าง ต่อให้นายจะตะเกียกตะกายขึ้นตรงไหนก็อย่าหวังว่าจะสำเร็จตราบใดที่นายยังรั้นอยู่แบบนี้” อาทิตย์ตะโกนกลับไป อิทธิได้แต่ขบกราม เด็กหนุ่มรู้ที่ทางฝั่งขึ้นจากน้ำที่นี่พอๆ กับอาทิตย์ จึงนิ่งเงียบคิดหาแผนการที่จะขึ้นจากสายน้ำที่เริ่มใช้ความเย็นบีบรัดร่างจนปวดหนึบเกือบถึงกระดูก

“ไง ทีนี้ขอโทษฉันกับแม่ได้หรือยัง แล้วก็เอ่ยให้ฉันได้ยินด้วยว่าต่อจากนี้จะเลิกตามราวีแม่ฉัน” อาทิตย์ตะโกนลงมาใหม่พลางชี้หน้าสั่ง อิทธิเคืองใจในท่าทีที่เห็นจนเกินจะทน จึงกลั้นใจมุดลงในน้ำคว้าเอาโคลนตมข้างใต้ขึ้นขว้างใส่ร่าง

“เฮ้ย! อะไรวะ” อาทิตย์เบี่ยงตัวหลบโคลนตมที่ถูกขว้างมา จังหวะนั้นอิทธิรีบว่ายน้ำไปยังฝั่งที่จะขึ้น เด็กหนุ่มอาศัยความที่เคยแอบมาว่ายเล่นที่ลำคลองนี้กับอาทีบ่อยๆ ดำผุดดำว่ายพาร่างกายที่หนาวถึงข้างในไปยังฝั่งได้โดยง่าย แต่พอเงยหน้าขึ้นจากผิวน้ำก็ต้องตกใจเมื่อใบหน้าอยู่แทบปลายเท้าของอาทิตย์ ซึ่งได้ตามมายืนคุมเชิงอยู่

“ยังไม่สิ้นฤทธิ์ใช่มั้ย” อาทิตย์เอ่ยลอดไรฟันเมื่อได้สบตากับอิทธิภายใต้แสงสลัวของดวงจันทร์ จังหวะที่มองเห็นอีกฝ่ายกำลังจะดำผุดหนีไปอีกฝั่งจึงรีบนั่งลงริมฝั่งใช้มือคว้าคอเสื้อเจ้าตัวเอาไว้ลากมาใกล้ตัวแล้วเปลี่ยนเป็นจับศีรษะนั่นกดลงใต้ผิวน้ำ อึดใจต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นดึงคอเสื้อขึ้นเพื่อให้ร่างนั้นอ้าปากหายใจ สักพักจึงจับกดลงไปใหม่ ปากก็ว่า

“ยังไงล่ะ ต้องการให้ฉันร้ายแบบนี้ใช่มั้ยถึงจะยอมศิโรราบนายอิทธิ” เอ่ยเสร็จก็ทำแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนพอใจจึงยอมปล่อยร่างในอุ้งมือเป็นอิสระ อิทธิอ้าปากหายใจให้ทั่วปอด เด็กหนุ่มแทบขาดใจตายในตอนที่โดนจับกดน้ำอยู่หลายรอบ อาการนั้นทำหนุ่มน้อยไม่มีเรี่ยวแรงตอบโต้คนกระทำเลยแม้แต่นิด ลมหายใจตอนนี้เริ่มจะคล่องขึ้น แต่ร่างกายนั้นโดนบีบรัดด้วยสายน้ำเย็นจนไม่สามารถไหวขยับได้ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเหน็บหนาว พร้อมๆ ขากรรไกรเกิดอาการสั่นกระทบกันอย่างอัตโนมัติ หนำซ้ำผ้าที่พันแผลตรงส่วนแขนก็หลุดรุ่ยหล่นหายไปในผืนน้ำ ยังผลให้รู้สึกเจ็บแสบที่แผลเกินจะทานทน

“ขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ และเอ่ยสัญญากับฉันว่านายจะเลิกอวดดี อวดเก่ง และโอหังอย่างวันนี้อีก” อาทิตย์เอ่ยตะคอกในตอนที่เห็นอาการคนเคยเก่งยืนสิ้นฤทธิ์อยู่ในน้ำ จะว่าสงสารก็ใช่แต่ด้วยความอยากเอาชนะจึงไม่ยอมใจอ่อนฉุดเจ้าตัวขึ้นมาจากน้ำง่ายๆ
อิทธิอยากจะพูดอยากจะตอบโต้ แต่เป็นเพราะตอนนี้ไม่สามารถขยับปากได้ถนัดจึงได้แต่ใช้สายตาจ้องมองคนข่มขู่ด้วยความเคียดแค้นชิงชังในการกระทำ นึกสารภาพกับใจว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ขอญาติดีกับคนๆ นี้เลยเด็ดขาด หากว่าสามารถเอาชีวิตรอดให้พ้นจากการหนาวตายในคืนนี้ได้

“จ้องหน้าทำไม อยากโดนอีกใช่มั้ย” อาทิตย์ตะคอกอีก นึกไม่ชอบใจในสายตาชิงชังที่ได้รับ อิทธิไม่ตอบโต้ เด็กหนุ่มยืนนิ่งไม่สะท้าน คิดไปว่าหากคืนนี้จะโดนความหนาวเย็นพรากลมหายใจไปก็ขอจากไปอย่างคนมีทิฐิ และแรงชิงชัง จิตใจตอนนี้ไม่สามารถอโหสิกรรมให้กับการกระทำอันป่าเถื่อนของคนตรงหน้าได้เลยจริงๆ

โธ่โว้ย!” ที่สุดอาทิตย์ก็เอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิด เมื่อไม่สามารถทำให้อิทธิเอ่ยขอโทษได้สำเร็จ เพราะเกิดอาการใจอ่อนกลัวว่าฝ่ายนั้นจะเกิดอาการหนาวตายไปต่อหน้าต่อตาซะก่อน ชายหนุ่มออกแรงลากร่างอิทธิขึ้นมาจากบึงน้ำ ปล่อยร่างเจ้าตัวให้เป็นอิสระเมื่อโดนขัดขืนตอนอยู่บนฝั่งด้วยกันแล้ว

อิทธิให้เวลาร่างกายปรับอุณหภูมิไม่นาน ซึ่งพอมีเรี่ยวแรงขยับเด็กหนุ่มจึงจัดการตะบันหมัดใส่ใบหน้าอาทิตย์ทันที
อาทิตย์ร้องโอ้ยร่างเซหน่อยๆ ตอนโดนแรงเหวี่ยงจากปลายหมัดคนที่ตนฉุดขึ้นจากน้ำ

“ช่วยไม่ให้หนาวตายยังจะแว้งกัดฉันได้นะนายอิทธิ ถ้าคืนนี้นายไม่ยอมศิโรราบแก่ฉันก็อย่ามาเรียกฉันว่านายอาทิตย์!” ชายหนุ่มหันมาเอ่ยกับคนแผลงฤทธิ์หลังมีเรี่ยวแรง เร็วเท่าความคิดวงแขนแข็งแรงตวัดโอบกอดคนตรงหน้ามาปะทะอกแข็งแรงทันควัน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปหวังใช่ปลายลิ้นสั่งสอนให้เจ้าตัวอ่อนระทวยอย่างที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว
อิทธิพอรู้ว่าตนจะโดนกระทำเช่นไรก็เริ่มออกแรงดิ้นสุดใจขาดเช่นกัน พลางร้องขู่

“ไม่อยากลิ้นขาดพิการไปทั้งชาติก็อย่าคิดรังแกผมด้วยวิธีนี้คุณอาทิตย์”

“ก็ได้ ทำข้างหน้าแล้วนายมีทางสู้ใช่มั้ย งั้นฉันปราบพยศนายข้างหลังก็ได้ จะดูสิว่านายจะขัดขืนฉันยังไง” อาทิตย์เอ่ยบอกเสียงเยาะหยัน อิทธิใจสั่นสะท้านในสิ่งที่ได้ยิน แต่ยังไม่ทันได้ขัดขืนอะไรร่างทั้งร่างก็โดนจับพลิกหันหลังก่อนคนจับพลิกจะจับกดให้นอนราบไปบนพื้นหญ้า



Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ