Queen Story

Go down

Queen Story

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 7:30 am




ปก





เนื้อใน

หมายเหตุ
นี่เป็นไฟล์ตัวอย่าง
ระบุถึงลักษณะรูปเล่ม และอาร์ตเวิร์ก ประกอบการพิจารณาเพื่อการดาวน์โหลดเท่านั้น
ความละเอียดของไฟล์จึงไม่สมสมบูรณ์เท่าไฟล์จริง



































แก้ไขล่าสุดโดย Admin เมื่อ Mon Dec 11, 2017 8:12 am, ทั้งหมด 2 ครั้ง

Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Queen Story

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 7:38 am

ตัวอย่างเนื้อหา


รักร้ายในความต่าง


7.00….ตัวเลขดิจิตอลสีแดงขนาดใหญ่ใหญ่ฉายชัดให้เห็นตอนเนติงัวเงียลืมตาขึ้นมอง เสียงอุทานอย่างคนตกใจดังลั่นภายในห้องขึ้นมาทันที

“กรี้ด!…นี่ฉันสายอีกแล้วเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มจริตสาวดีดตัวลุกนั่งแล้วรีบกุลีกุจอพาตัวเองเข้าไปทำธุระในห้องน้ำ ไม่นานร่างสูงบางก็ออกมาแต่งเนื้อแต่งตัวจนพร้อมจะออกไปเผชิญโลกภายนอกอีกหนึ่งวัน

“ไม่ๆๆ ขับรถไปยังไงก็ไม่ทันแน่ ตายแล้วโอ้ย ฉันจะทำยังไงดี รถไฟฟ้า ใช่ รถไฟฟ้า”
กุญแจรถถูกวางลงที่เดิมตอนที่หัวสมองคิดเปลี่ยนวิธีการเดินทางไปยังตึกออฟฟิศซึ่งอยู่ห่างจากที่พักพอสมควร

“ตายล่ะ มอไซค์หายหัวไปไหนกันหมด จะใช้บริการอะไรกันนักกันหนาคะคนไทย” ในใจเริ่มหงุดหงิดตอนพาตัวเองที่ทั้งวิ่งทั้งเดินมาเพื่อจะเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ซิ่งไปส่งยังสถานีรถไฟฟ้าแต่กลับเจอแต่ความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของนักซิ่งคนไหนในตอนนี้

อีกมุมหนึ่งภายในร้านข้าวแกง มารุตนั่งจ้องอาการร้อนรนมองซ้ายแลขวาของผู้ชายจริตสาวที่เขานึกไม่ชอบหน้ามาแต่ไหนแต่ไร ไม่หรอก เขากับคนนั้นยังไม่เคยได้คุยหรือรู้จักอะไรกัน เขาแค่ไม่ชอบท่าทีวี้ดว้ายใส่จริตของเจ้าตัวยามเดินผ่านวินฯ เท่านั้น

เด็กหนุ่มเป็นหลานชายของลุงเมฆหนึ่งในนักซิ่งวินฯ ที่เป้าหมายสายตากำลังยืนอยู่
หลายครั้งที่มารับจ็อบเสริม ขับวินช่วยลุงที่นี่เขาก็มักจะเจอผู้ชายจริตสาวคนนี้เดินผ่านด้วยท่าทียโสไม่มองเห็นหัววินฯ คนไหนอยู่เสมอ แม้จะเคยมีหนุ่มวินฯ หลายคนเอ่ยถามว่าจะใช้บริการพวกเขาหรือไม่

“ตื่นสายล่ะสิท่าถึงคิดจะมาให้ใครซิ่งไปส่ง โธ่ตุ๊ดเอ้ย สมละที่ไม่มีรถ ว่างอยู่กูก็ไม่ไปส่งวะ หยิ่งดีนัก” เด็กหนุ่มเอ่ยเยาะๆ มองดูอาการร้อนรนของเป้าหมายด้วยความสะใจเล็กๆ กระทั่งมีเสียงหนึ่งดังมา

“อ้าวไอ้แมน วันนี้เอ็งมาขับวินไม่ใช่เหรอ เห็นมั้ยนั่นผู้โดยสารยืนรออยู่ที่ ไปส่งคุณเขาสิ ท่าทางจะรีบนะนั่น”

“ไม่เอาอ่ะป้าสวย รอให้คนอื่นไปส่งละกัน ให้ผมขับรถไปส่งตุ๊ดนี่แลกกะเงินไม่กี่บาท ผมนั่งกินข้าวป้าต่ออีกจานดีกว่า” มารุตเอ่ยตอบเมื่อเห็นว่าเป็นป้าสวย เจ้าของร้านข้าวแกงเป็นคนเอ่ย

“ได้ไงวะเอ็ง แหมทีสาวๆ ล่ะให้ไปส่งฟรีก็เอา เอ็งไม่ไปส่งคุณเขาเพราะเอ็งว่าเขาเป็นตุ๊ด ข้าก็ไม่ขายข้าวให้เอ็งเพราะข้าเห็นว่าเอ็งเลือกลูกค้าเหมือนกันล่ะวะ” ป้าสวยว่าใส่หน้า นาทีนี้เด็กหนุ่มถึงกับจ๋อย

“โห เล่นงี้เลยเหรอป้า”

“ก็เออสิ ไปๆๆๆ ไปส่งคุณเขาก่อน เขาต้องไปทำงานทำการ เห็นใจคนอื่นเขาบ้างเอ็งนี่” ป้าสวยผลักร่างเป็นเชิงไล่ นั่นล่ะมารุตถึงยอมลุกขึ้นคว้าหมวกกันน็อคเต็มใบใส่ปกปิดใบหน้า ก้าวขาขึ้นค่อมรถมอเตอร์ไซค์คันของลุงเมฆ ติดเครื่องแล้วบึ่งไปคนยืนรออยู่แกล้งทำเป็นจะชนจนฝ่ายนั้นร้องว้ายกระโดดหลบ

“ไอ้บ้า ขับรถประสาอะไรเกือบจะชนฉันเข้า” เนติแว้ดใส่ทันทีเมื่อหายตกใจ

“ไปไหน” มารุตไม่สนใจเสียงแว้ด เด็กหนุ่มเอ่ยถามเสียงห้วน

“BTS” เนติตอบเชิ่ด เมื่อมองดูเสื้อวินฯ ที่อีกฝ่ายสวมใส่ ก่อนจะตาลุกเมื่ออีกฝ่ายนั้นบอกราคาค่าโดยสาร

“ร้อยนึง”

“ร้อยนึง! นี่รายได้แต่ละวันไม่พอจะกินใช่มั้ยถึงมาโขกสับราคากันแบบนี้”
“จะไปมั้ย”

“ฉันให้ยี่สิบ”

“ถ้างั้นโน่นป้ายรถเมล์”

“อร๊าย นี่นายไล่ลูกค้าเหรอ ทุเรศมากเลยนะ”

“อ้าว กล้าจ่ายมั้ยล่ะร้อยนึงน่ะ หรือไม่มี เป็นพวกหาเช้ากินค่ำเหมือนกันสิท่า”
เนติใจเต้นเมื่อโดนดูถูกแบบนั้น หนำซ้ำตอนนี้ก็รีบแสนรีบจึงว่า

“มากกว่านี้ฉันก็ให้วินกระจอกๆ อย่างนายได้ ถ้านายพาฉันไปออฟฟิศโดยไม่สาย เข้าใจ๊”
มารุตเม้มปากแน่น ข่มอาการเคืองจากการโดนดูถูกกลับ รู้จักเขาน้อยไปตุ๊ดเอ้ย

“ออฟฟิศอยู่ไหน” เด็กหนุ่มถามเมื่อคิดจะซิ่งพาตุ๊ดปากร้ายไปส่งให้ทันเวลาพร้อมคิดจะโขกสับค่าโดยสารเล่นๆ ข้อหาหมั่นไส้

“ลาดพร้าว 15”

“แค่นี้กระจอก ขึ้นมา แล้วอย่าลืมสัญญาล่ะว่าถ้าผมพาคุณไปทันเวลาค่าโดยสารมากกว่าร้อยคุณก็ให้ผมได้”

เนติเกิดอาการอึกอักในตอนนี้ อีตาบ้านี่มันคิดจะเอาจริงกับคำพูดเขาเหรอ ตายล่ะ ท่าทางมันจะอดอยากจริงๆ นะนี่ แต่นึกเหรอว่ามันจะพาเขาไปทันเข้างานตอนแปดโมงครึ่ง เพราะนี่ก็จวนได้เวลาละ ที่ๆ ยืนกันอยู่ตอนนี้สาทรนะจ๊ะพ่อหนุ่ม ไม่ใช่จตุจักร หรือสะพานควายจะได้เหาะเหินไปยังลาดพร้าวซอย 15 ได้ทันเวลาแบบเก๋ๆ ชิส์

“อ้าว ยืนทำไมล่ะ หรือคิดจะตุกติก กลัวผมไปทันล่ะสิ โธ่เอ้ย ทีหลังอย่าปากกล้า” มารุตส่งเสียงเยาะ เนติไม่พอใจที่ได้ยินจึงขึ้นนั่งซ้อนท้ายออกคำสั่งเชิงดูถูก

“ออกรถสิ จะดูซิว่าวินกระจอกๆ อย่างนายจะพาฉันไปทันเข้างานได้จริง”
มารุตไม่ตอบว่าอะไรอีก เด็กหนุ่มส่งหมวกกันน็อกอีกใบให้คนข้างหลังก่อนจะรีบพุ่งรถออกไปเมื่อฝ่ายนั้นรับจากมือไปแล้ว

“ว้าย ไอ้บ้าจะออกรถก็บอกกันบ้างสิ อร๊าย นี่นายจะซิ่งไปไหน ฉันจะตกรถแล้ว กรี้ดด ว้ายๆๆ กรี้ดด” เนติกรี้ดลั่นวี้ดว้ายไปตลอดทางเมื่อรู้สึกหวาดเสียวเหลือเกินกับการซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ครั้งนี้ ด้วยความกลัวทำให้ชายหนุ่มลืมตัวสวมกอดคนขับแน่น หลับตาปี๋ซบหลังเจ้าตัวชนิดไม่เกรงสายตาใครจะมอง แต่พอได้สติก็รีบคลายมือออก แต่ไม่ทันไรก็ทำแบบเดิมเมื่อรถออกตัวซิ่งไปดังเดิม กระทั่งรู้สึกว่าวิ่งช้าลงจึงลืมตาขึ้นมอง อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“ซอย 15 ตายล่ะนี่นายพาฉันเหาะมาเหรอ”

“ไงล่ะ อย่าลืมที่สัญญาละกัน บอกมาตึกคุณอยู่ไหน” มารุตเอ่ยถามเยาะๆ ทั้งที่ในใจรู้สึกโล่งกับการมาทันเวลาที่กำหนด ครั้งนี้เป็นการซิ่งรถแบบบ้าบิ่นที่สุดตั้งแต่ขับมอเตอร์ไซค์ นั่นเป็นเพราะต้องการเอาชนะหนุ่มจริตสาวที่กำลังนั่งซ้อนท้ายตอนนี้
เนติอึกอักบอกตึกที่ทำงาน ใจหนึ่งก็ดีใจที่มาทันเวลาแบบฉิวเฉียด แต่อีกใจก็หวั่นกับวาจาที่ตัวเองลั่นไว้ก่อนมา

++++++++++++++++++++++

มารุตพารถจอดหน้าตึกออฟฟิศ เนติถอดหมวกกันน็อคก้าวลงจากรถยืนหน้าเชิ่ด เอ่ยถามพลางยื่นหมวกนั่นคืนเจ้าของ

“เท่าไหร่”

“500” มารุตตอบชัด ไม่สนใจอาการตาลุกของคนได้ยิน

“500 นี่นายจะบ้าเหรอ อย่ามาโขกสับกันแบบนี้นะ ฉันให้สองร้อย โอเค๊” เนติเตรียมควักเงินจ่าย แต่แล้วต้องชะงักเมื่อได้ยินถ้อยคำเชิงต่อว่า

“นั่นไง ว่าแล้วว่าพวกผิดเพศมักปลิ้นปล้อน”

“นี่ อย่ามาพูดจาเหยียดเพศแบบนี้นะ ก็นายโขกสับราคาเกินจริง ทำไมฉันต้องยอมจ่ายง่ายๆ”

“อ้าว ก็ไหนบอกว่ามากแค่ไหนก็จ่ายได้ไงคุณ”

“ก็นี่ไง ตอนอยู่วินนายเรียก 100 ตอนนี้ฉันจ่าย 200 มันไม่มากกว่าเดิมตรงไหน จบชั้นอะไรมายะ ถึงบวก ลบ เลขไม่เป็น”

“อ้าวเฮ้ย พูดงี้ก็สวยดิวะ” มารุตเอ่ยขึงขัง ชักทนไม่ไหวกับคำเอ่ยเชิงดูถูกเมื่อครู่ เนติถอยร่นนิดหน่อยเมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่ายจะลุกจากรถ ตายล่ะ มันจะบ้าถึงขั้นชกหน้าสวยๆ เขามั้ยนี่

“ตะ ตกลงฉันจ่าย 300 จบนะนายวินกระจอก” ชายหนุ่มรีบควักเงินสามร้อยวางแหมะที่เบาะท้ายรถก่อนจะรีบแจ้นหนีแบบไม่คิดหันกลับหลัง มารุตจึงได้แต่ยืนเม้มปากมองตาม เด็กหนุ่มหยิบเงินสามร้อยบาทกำไว้ในมือแน่น ไม่ได้โกรธที่โดนพลิ้วค่าโดยสาร แต่โกรธที่บุคคลที่ตนมองว่าผิดเพศมาเหยียดการศึกษา เด็กหนุ่มนึกเขม่นในใจ…เจออีกเมื่อไหร่กูเอาคืนแน่มึงไอ้ตุ๊ด!


++++++++++++++++++++++

ทางด้านเนติซึ่งกระหืดกระหอบเข้าไปยังออฟฟิศ ศรุตเพื่อนซี้รีบดิ่งมายืนดักทางจนชายหนุ่มร้องตกใจ

“ว้าย ศรุต มายืนขวางทางทำไมยะ”

“ฉันตาไม่ได้ฝาดไปใช่มั้ยว่าสาวชิคอย่างเธอนั่งวินมอเตอร์ไซค์มาทำงานเนติ” ศรุตทักเพื่อน สายตามองตามหลังมอเตอร์ไซค์ที่เจ้าตัวนั่งมาซึ่งแล่นไปไกลแล้ว

“วุ้ย ฝาดไม่ฝาดก็ดูเอาแล้วกันว่าหัวหูฉันกระเซิงแค่ไหน หลีกไป ฉันรีบ” เนติตอบแล้วผลักเพื่อนให้พ้นทางเพื่อที่ตนจะได้ไปลงเวลาทำงานได้ทัน ซึ่งก็ฉิวเฉียดๆ พอๆ กับมีเสียงเบียดจิกเข้ามาให้ได้ยินตอนยืนหายใจโล่ง

“ต๊าย นึกว่าจะไม่มาทำงานซะอีกนะเนติ มาเอาป่านนี้นอนต่ออยู่บ้านดีกว่ามั้ง”
สองสาวเม้าท์ชาวบ้าน เซ็งกะพวกเธอจริงอะไรจริง เนติมองเหยียดไปยังสองสาวที่ว่าเอ่ยปากโต้กลับด้วยความหมั่นจิต

“มาถึงกันนานก็รีบเข้าแผนกไปเคลียร์งานที่ค้างไว้เป็นจอมปลวกไม่ดีกว่าเหรอจ๊ะ จะมายืนจิกคนอื่นอยู่ทำไม หรือปากว่างกลัวน้ำลายเหม็นก็โน้นไปประจบประแจงเลียแข้งเลียขาพี่ดาโน่น เผื่อสิ้นปีพี่เขาจะพิจารณาตบโบนัสให้สมอยาก”
พี่ดาที่ว่าคือผู้จัดการแผนก แต่ชื่อนั้นสองสาวเม้าท์ชาวบ้านไม่ได้ใส่ใจเท่าคำว่าตบที่เนติเน้นให้ดังจนฟังแล้วต้องสะดุ้งเท่าไหร่

“ปากร้ายนะคะคุณน้อง พวกพี่แค่ทักทายนิดๆ หน่อย ว่าแต่วันนี้สวยน้อยไปหน่อยนะ เหงื่อท่วมเชียว อย่าลืมซับหน้าก่อนเข้าแผนกนะจ๊ะ หน้าไม่สวย งานป่วย พวกพี่ช่วยอะไรไม่ได้นะถ้าโดนเด้งไปเป็นรปภ…ตุ๊ดส์ส์ส์”
คำสุดท้ายที่โดนจิกว่าหากเนติมือไวเท่าปากคงได้ยกฟาดใส่ปากคนพูดที่ทำหน้าทำตาน่าหมั่นไส้พร้อมใส่สำเนียงดัดจริตตอนเอ่ยจบ ดีที่ความสวยช่วยให้ใจเย็น ชายหนุ่มจึงโต้กลับด้วยอาการยิ้มเยาะมุมปาก เอ่ยถากถางให้สองสาวตรงหน้าต้องยืนดิ้นด้วยวาจาที่ว่า

“เป็นตุ๊ดแล้วพวกหล่อนหยุดความสวยฉันได้เท่ากับที่สต๊าฟหนังหน้าตัวเองไว้ในวัยใกล้เกษียรทั้งที่อายุยังไม่ถึงมั้ย ถ้าไม่อย่าสาระแน”
เนติเดินเชิ่ดไปหลังเอ่ยจบ ปล่อยให้สองสาวดิ้นใส่กันเองด้วยอาการเจ็บแสบในคำด่า

“มันร้ายนะเจ้าคะเจ้าทิพย์”

“เดี๋ยวกูจักต้องเอาคืนมันแน่อีบัวไหล เอ็งไม่ต้องห่วง”
“วุ้ย คืนนี้เลยมั้ยเจ้าคะ หลังข่าวจบตบมันสวยๆ เลยเจ้าค่ะ”

“ต๊าย เรานี่ก็บ้าละครเนาะ”
“อารมณ์ดีค่ะคุณพี่พูดเรื่องละคร ไม่งั้นนอนไม่หลับแน่ๆ โดนยัยเนติพิจารณาหนังหน้าว่าใกล้เกษียรขนาดนี้”

“ดูมันสวยตายล่ะ”

“ก็ดูดีกว่าคุณพี่นะคะ”

“อ้าวหล่อน เข้าข้างใครยะ”

“อะ ล้อเล่น ว่าแต่ค่ำนี้รอดูเพลิงบุญ นะคะ ใกล้จบแล้วเริ๊ดด เริ่ด”

“ม้าตึกมาลีนนท์หรือเปล่ายะหล่อน เนียนนะยะ”

“อารมณ์ดีไงคะคุณพี่พูดเรื่องละคร”

“โอ้ย ขี้เกียจขโมยซีนละ หลบฉากเข้าแผนกกันเถอะเรา”

น้องสวยหรือยังคะ”

“มาทำงานค่ะคุณน้อง ไม่ได้มาประกวดมิสยูนิเวิร์ส”

“แอร๊ยย ปากคอเราะร้าย”

“น้องขาร้องยังกะตุ๊ดเลยนะคะ”

“เป็นตุ๊ดแล้วหยุดความสวยฉันได้มั้ย เริ่ดอ่ะ จดลิขสิทธิ์รัวๆ”

“มันด่ายังไปชมมันเริ่ดอีก”

“ว้าย ลืมค่ะ”

“ย่ะ เดินเร็วๆ เดี๋ยวเสนอหน้าให้พี่ดาเห็นไม่ทัน”

สองสาวเงียบเสียง สาวเท้าเข้าแผนกด้วยท่าทีพรีเซ็นเตอร์กาแฟยี่ห้อหนึ่ง นึกสิคะว่าอะไร? อะไรนะ กิ๊ฟต์ ๆ ว้าย ปิดประเด็นค่ะ!
ที่แผนกเนติคอเชิดหน้าตั้งใส่สองสาวที่เดินเข้ามา ฉะใส่แบบแสบๆ คันๆ ตอนสองสาวนั้นเดินผ่านโต๊ะ

“อะไรเอ่ยมาถึงก็นานแต่งานไม่ไปถึงไหน ไล่จิกคนนั้นทีคนนั้นที สิ้นปีมีมอบโล่สองอีแร้งแห่งออฟฟิศเรา”

“คำถามง๊ายง่าย ตอบได้ให้อะไรเหรอจ๊ะเนติ” ศรุตเข้าร่วมฉากเพราะไม่ค่อยถูกชะตากับสองสาวเม้าท์ชาวบ้านพอๆ กับคนอื่นๆ ในออฟฟิศแห่งนี้

“หล่อนสองคนนั่นแหละ แหม เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จะลุยพวกฉันตั้งแต่งานยังไม่เริ่มเลยใช่มั้ย” หนึ่งในสองสาวเอ่ยว่าหน้าจิก เนติจิกหน้าตอบพร้อมหัวเราะใส่สวยๆ ว่า

“ร้อนตัวหรือจ๊ะป้า รีบโต้กลับมาเชียว”
“ใครป้าหล่อน นอนตื่นสายมาทำงานช้ายังจะปากดีอีก”

“โอ้ยตาย แร้งโกรธโหดใส่คนสวย ช่วยด้วยศรุต ฉันกลัว” เนติออกจริตตกใจกลัว สองสาวมาใหม่หมั่นไส้จนแทบจะร้ายใส่ให้เต็มแม็กซ์ แต่เจ้านายอย่างพี่ดาดันเยื้องกรายมาห้ามศึกซะก่อน

“สองสาวมาถึงก็ไปนั่งโต๊ะทำงานสิจ๊ะ รู้แล้วจ๊ะว่าหุ่นสวย”
“แต่หน้าป่วยนะคะ” เสียงเนติเล็ดลอดสอดจิก เรียกเสียงหัวเราะคนอื่นๆ ได้ สองสาวจำใจหน้างอคอตั้งเดินไปยังโต๊ะทำงานด้วยความพ่ายต่อฤทธิ์ร้ายเนติถึงสองหนติด

“เป็นนางเอกหรือนางร้ายยะเรื่องนี้เนี๊ยะ” ศรุตแอบแซวตอนเนตินั่งเชิดหน้าอย่างผู้ชนะ แล้วต้องยอมกับคำตอบที่ได้ฟังจริงๆ

“นางเอกก็ร้ายได้ถ้าใครร้ายมา บทเจ้าน้ำตาเก็บไว้ใช้กับพระเอกก็พอ” ต๊าย เริ่ดอีกละ จดลิขสิทธิ์รัวๆ

ติดตามต่อในเล่มจ้า



Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Queen Story

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 7:46 am

พระเอกของนายไม่ได้ร้ายทุกคน

เคยมั้ยกับการรู้สึกอึดอัดในบุคลิกและท่าทีนิ่งๆ ของใครสักคน ผมเชื่อว่าต้องมีใครเคยบ้างแหละ

ผมไม่ได้หมายถึงรู้สึกอึดอัดจนไม่อยากเข้าใกล้นะ แต่ไอ้ที่อึดอัดเนี่ยคือการอยากรู้ว่าทำไมการใช้ชีวิตของคนๆ นี้ถึงดูอับเฉาจัง ไม่เคยยิ้ม ไม่เคยหัวเราะ จนบางทีผมอยากมีเครื่องสแกนความรู้สึกติดมือเพื่อที่จะเอาไปเช็คดูว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไรอยู่ถึงได้แสดงออกมาถึงท่าทีแบบนั้นออกมา

ผมรู้สึกแบบนี้กับใครคนหนึ่ง เขาคนนี้เป็นผู้ชาย อืม คิดว่านะจะเป็นเกย์อ่ะนะ เพราะดูลักษณะท่าทีเขาแล้วคิดว่าไม่น่าจะใช่ผู้ชายแท้ๆ ผมไม่ได้หมายถึงเขาตุ้งติ้งนะ คือเขาดูเป็นผู้ชายที่นิ่งๆ เงียบๆ จนผิดวิสัยของคำเรียกผู้ชายในนิยามของผม หลายคนอาจจะมองว่าผมเป็นคนตัดสินใจคนแค่ภายนอกก็สุดแล้วแต่จะคิดกัน แต่ตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแบบลูกผู้ชายของผมคือเฮฮามันได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีเพื่อนกลุ่มใหญ่เป็นโขยง ไม่ค่อยจะซีเรียสกับชีวิตสักเท่าไหร่ แต่กับคนนี้นี่สิ ดูเขาคล้ายเป็นคนแบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่ายังไงยังงั้น วันทั้งวันคุยกับเพื่อนร่วมงานได้ถึงสามคำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าไม่นับเรื่องงานนะ ที่ผมสังเกตเขาได้ขนาดนั้นเพราะเขาเป็นหนึ่งในทีมงานนิตยสารเกี่ยวกับบ้านของสำนักพิมพ์ที่ผมทำงานอยู่

เขาเพิ่งเข้ามาทำงานได้ครึ่งปีเองมั้ง ทำหน้าที่อยู่กองบรรณาธิการ เป็นนักเขียนคอลัมน์ ส่วนผมอยู่กราฟิกดีไซน์ หน้าที่ผมกับเขาค่อนข้างที่จะเกี่ยวพันกันอยู่มากจึงทำให้ผมมีโอกาสสังเกตท่าทีของเขา เพราะเขามีหน้าที่เขียนเรื่อง ส่วนผมมีหน้าที่ทำเลเอาต์ให้เรื่องนั้นมันมีสีสันน่าอ่าน ฝีมือเขาก็ใช้นะ เขียนได้ดีกว่านักเขียนคนเก่าเยอะ การส่งงานมาเพื่อทำการเลเอาต์ก็ดูเป็นระเบียบชัดเจน ไม่ต้องให้ผมต้องตามถามว่าคำไหนเน้นบ้าง จุดไหนสำคัญ ภาพประกอบผมก็ไม่ต้องมานั่งเปิดเลือกให้ต้องเสียเวลา สรุปว่างานที่เขาส่งมาให้ผมมันเสร็จสรรพพร้อมให้ผมนำไปวางในเลเอาต์ของผมแล้วปริ้นออกมามาปรุ้ฟได้เลยว่างั้นเหอะ
โดยจริงๆ แล้วคนทำงานตำแหน่งนี้ที่ผ่านมาผมจะตีสนิทได้เร็วมาก เพราะมันต้องเจอต้องคุยคอนเซ็ปต์งานกันทุกวันไง แต่กับผู้ชายคนนี้มาแปลกมาก ครึ่งปีผ่านไปแล้วผมกับเขาก็ยังคุณๆ ผมๆ กันอยู่เลย บางทีผมก็คิดนะว่าพ่อคุณเอ้ย จะพากูเกร็งไปไหน ผ่อนคลายบ้างอะไรบ้างกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่มาถึงก็

“ฝากเลย์ด้วยนะครับ”

“ขอโทษที่รบกวนงานชิ้นนี้ด่วนนะครับ”

และก็อีกบลาๆๆๆ ซึ่งมาแบบสุภาพมาก แถมยังนิ่งๆ เชิ่ดๆ ด้วยนะ จนผมไม่อาจเอื้อมที่จะเอ่ยเล่นหัวอะไรได้เลย บางทีก็อึดอัดนะ มันผิดจากนิสัยฮาๆ ของผมไง แต่จะให้ไปล้ออะไรก็กลัวว่าโดนเสกมนตร์ดำเข้าท้อง มาดนิ่งยังกะผีแช่เย็นขนาดนั้น บรึ่ยยส์ สุดท้ายผมก็เออสุภาพมากูก็สุภาพกลับก็ได้วะ อ้อ บอกชื่อเขานิดนึงละกัน เขาชื่อทีครับ มาจากธีรายุทธ

ตอนได้ยินชื่อเขาครั้งแรกผมก็เอาเลย เอ่ยล้อกับเพื่อนๆ ร่วมก๊วนว่าเฮ้ย แม่งทำไมไม่ชื่อธีรยุทธให้มันเหมือนคนอื่นๆ วะ จะมาลากเสียงยาวเป็นธีรายุทธทำไม งานเข้าเลยครับท่าน

บังเอิญว่าตอนนั้นเขาเดินผ่านมาพอดี น่าจะได้ยินมั้ง มองผมด้วยสายตาแบบว่า หูยยยย เฉือนใจกันน่าดู มองเสร็จไม่พูดอะไรนะ เดินหน้าเชิ่ดไปนั่งโต๊ะประจำตำแหน่งใส่แว่นตาหนาเตอะเคาะนิ้วตามตัวอักษรที่แป้นคีย์บอร์ดป๊าบๆๆๆ ตอนแรกผมก็นึกว่าเขียนงานน่ะแหละ แต่ลองๆ หันไปมองที่จอคอมพิวเตอร์ของเขา โอ้วว์ ขยายตัวหนังสือใหญ่เท่าบ้าน

“ยุ่งอะไรกับชื่อผม”

พออ่านเห็นผมแทบสำลักกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป รู้สึกเสียหน้ามากมายที่เพื่อนร่วมก๊วนพากันขำลั่นออฟฟิศ

เช้าวันจันทร์ที่อากาศสดใส วันนี้ผมพาตัวเองมาถึงออฟฟิศตั้งแต่เช้าเพราะต้องรีบเข้ามาแก้งานส่งลูกค้า ซึ่งคาราคาซังตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ตอนนี้ทั้งออฟฟิศมีเพียงผมกับแม่บ้านที่กำลังปัดกวาดเช็ดถูตามโต๊ะตามพื้นไปตามประสาของแก แกชื่อเพ็ญครับ ผมเรียกแกว่าป้าเพ็ญ ดูดูท่าแล้วน่าจะอายุเยอะกว่าแม่ผม แกเป็นคนอีสานทำงานอยู่ในออฟฟิศแห่งนี้มานานพอๆ กับผม ผมกับแกค่อนข้างสนิทกันพอสมควร เพราะแกกับผมก็ต่างเป็นพวกฮาๆ เหมือนกัน เช้าวันนี้ก่อนที่แกจะไปทำหน้าทีปัดโน่นปัดนี่แกยังมีน้ำใจชงกาแฟให้ผมก่อนเลย น่ารักมั้ยล่ะครับแม่บ้านผม

“คุณเปามาเช้าๆ แบบนี้ทุกวันสิคะป้าจะได้มีเพื่อนคุย” แกพูดกับผมขึ้นมาตอนหนึ่งขณะที่เราต่างคุยกันเรื่องสัพเพเหระทั่วไป ทุกคนคงได้ยินแล้วนะครับว่าป้าเพ็ญแกเรียกผมว่าอะไร ผมชื่อเปาครับ แปลตามพจนานุกรมหมายถึงคนหน้าตาดี มีเสน่ห์ รวยอารมณ์ขัน ใครเห็นใครก็รัก ใครเห็นใครก็หลง ผมชอบตอบแบบนี้แหละเวลามีใครมาใช้มุกจีบผมด้วยการมาถามว่าชื่อผมแปลว่าอะไร แน่นอนที่สุดว่าผู้หญิงคงไม่มาจีบผมก่อนหรอก มีแต่เหล่าชายไม่จริงหญิงไม่แท้ทั้งนั้นที่มาใช้มุกเห่ยๆ นี้กับผม ก็นะเรื่องชวนคุยมีร้อยแปด จะมาถามหาความหมายอะไรกับคำว่าเปา ผมไม่ตอบว่าพ่อแม่ตั้งเพราะชอบผงซักฟอกยี่ห้อนี้ก็บุญแล้ว เออ นอกเรื่องไปกันใหญ่แฮะ จะเท้าความทำไมนักหนาล่ะเนี่ย กลับมาสนใจสถานการณ์ ณ ปัจจุบันกันต่อเถอะครับ

ผมหันไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเริ่มทำงานหลังจากที่ดื่มกาแฟที่ป้าเพ็ญชงให้หมดไป และตอนนี้คนชงก็ออกไปทำความสะอาดยังแผนกอื่นๆ แล้ว

ผมเปิดแฟ้มงานหาตัวที่จะแก้ไขไปเรื่อยๆ เวลาตอนนี้จะแปดโมงเข้าไปแล้วแต่ยังไม่มีใครโผล่มาเลยสักราย แต่ก็ไม่แปลกหรอกเพราะออฟฟิศผมเริ่มงานแปดโมงครึ่ง ผมเองปกติกว่าจะพาใบหน้าหล่อๆ โผล่มาให้สาวกรี้ดเล่นก็ห้านาทีสุดท้ายก่อนเริ่มงานทุกวันน่ะแหละ

“เจอซะที เฮ้อ ขี้หลงขี้ลืมแฮะเรา” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ เมื่อพบงานที่ต้องแก้ไขแล้ว จัดการคลิ๊กเปิดชิ้นงานรอให้โปรแกรมรันเต็มที่ก่อนด้วยการเอนกายพิงพนักเก้าอี้ สายตาเหม่อไปทางประตูหน้าแผนก โอ๊ะ โอะ พ่อธีรายุทธของผมกำลังเดินหน้าเชิ่ดเข้ามาครับท่านผู้ชม มาเหมือนเดิมเลย ใบหน้านิ่งๆ คอตั้งๆ เดินสาวเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ โอ้ย เห็นแล้วผมอยากจะยื่นเท้าไปขัดขานัก จะดูซิว่าอีตอนล้มหัวคะมำจะหลุดท่าทางผู้ดีนี้ทิ้งไปมั้ย คนอะไรจะมาดเยอะฟอร์มเยอะขนาดนั้น

“อ้าวคุณที มาแล้วเหรอคะ เอากาแฟมั้ยคะเดี๋ยวป้าเพ็ญชงให้” เสียงป้าเพ็ญดังตามหลังมาปลุกให้ผมละสายตาจากการจ้องมองกิริยาของนายทีนั่น ไม่รู้ว่าผมโรคจิตหรือเปล่าที่จู่ๆ ก็เตรียมนับคำพูดของเจ้าตัวว่าจะหลุดมาให้ผมได้ยินกี่คำในเช้านี้

“ไม่ล่ะครับป้า ขอบคุณนะ”

“เจ็ดคำ เป็นไปได้ไงวะ” ผมโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว ไม่น่าเชื่อว่าผมจะได้ยินคำพูดจากปากคุณชายธีรายุทธได้ถึงเจ็ดคำ

“คุณเปาเป็นอะไรไปคะ แล้วนั่นลุกขึ้นนับนิ้วทำไมคะ” เสียงป้าเพ็ญเอ่ยทักมาให้ผมรู้สึกตัวจึงได้เห็นว่าตอนนี้ผมลุกยืนนับนิ้วค้างอยู่ ผมยิ้มแห้งๆ ให้แกเพราะรู้สึกอาย แต่แล้วรอยยิ้มผมก็ต้องหายวับไปทันทีเมื่อผมได้หันมาสบตากับอีกคนที่จ้องผมเช่นกัน

“เฮ้! หวัดดี” ผมเริ่มสานสัมพันธ์แก้อาการเขินอายจากการนับเลขเมื่อครู่ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาก็คนที่ผมเอ่ยทักสะบัดหน้าหนีไปโดยไม่ใยดีที่จะทักผมกลับ เฮ้ย นี่ผมทำอะไรผิดอ่ะ คนทั่วไปเขาทักทายกันด้วยการสะบัดหน้าหนีเหรอครับ ไอ้คนนั้นมันเสียมารยาทกับผมไปหน่อยมั้ย

“สวยแล้วหยิ่ง ที่จริงไม่ผิด ไม่ได้คิด ไม่ได้คิดมากมาย..” ผมขุดเพลงดังสมัยยังละอ่อนมาฮัมเบาๆ ตอนนั่งลงบนโต๊ะ สาบานได้ว่าไม่ได้ประชดใครจริงๆ คุณเชื่อผมมั้ย ผมว่าคุณคงไม่เชื่อหรอก ก็คงเหมือนกับอีกคนที่สะบัดหน้าใส่ผมไปเมื่อครู่น่ะแหละ ซึ่งตอนนี้ได้หันหน้ามาชำเลืองมองผมหน่อยๆ เสียงเพราะๆ ของผมคงดังไปกระแทกต่อมเชิ่ดล่ะมั้งถึงได้กลับมาชำเลืองมอง

“เสียงผมเพราะเหรอครับคุณที” ผมหยุดร้องเพลงแล้วเอ่ยถามกลับไป รอยยิ้มเป็นมิตรผมยังมีให้กับเพื่อนร่วมงานเสมอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือผู้ชายคนนั้นชวนคุยเรื่องงานครับ เซ็ง!

“วันนี้งานที่แก้จะได้มั้ยครับ”
“โหคุณ ทวงกันแต่เช้าเลยนะ จะพยายามครับ” ผมตอบกลับไป นึกหมั่นไส้เหลือทนกับมาดทวงงานที่ท่านบอกอยังชิดซ้าย

“ขอบคุณครับหวังว่างานจะไม่ออกมาเป็นโน้ตเพลงนะครับ”
โอวว์ พ่อคุณ ตอบกลับมาแบบนี้ลุกขึ้นเข้าคีบอร์ดมาฟาดหน้ากันเลยเหอะ ผมเคยบอกแล้วว่านายธีรายุทธนี่ร้ายเงียบ ไม่น่าเชื่อว่าเช้านี้ผมจะโดนฤทธิ์ร้ายที่แฝงมากับแววตาและคำพูดกระทบกระทั่งเข้าจนได้

“โดนจนได้นะคุณเปา อิอิ” ป้าเพ็ญที่กำลังทำงานอยู่ใกล้ๆ เอ่ยขึ้นก่อนจะแอบขำ ผมได้แต่ถอนหายใจก้มหน้าก้มตาทำงาน ในใจก็ไม่อยากโต้เถียงอะไรมาก ปล่อยไป หากนายนั่นคิดว่าการวางตัวกับเพื่อนร่วมงานแบบเชิ่ดๆ แล้วมีความสุขก็ปล่อยไป คนแบบนี้สงสัยคงเกิดคนเดียวและตายคนเดียวอย่างไร้คนเหลียวแลน่ะแหละ เพื่อนสนิทจะมีถึงสามคนหรือเปล่าก็ไม่รู้
พูดถึงเรื่องนี้มันก็จริงนะ ตั้งแต่ผมรู้จักนายธีรายุทธนี่ผมยังไม่เคยเห็นใครที่จะไปมาหาสู่เขาเลยนะ หรือแม้กระทั่งการที่เขาจะโทรศัพท์คุยกับใครให้ผมได้ยินก็ยังไม่มี ตอนเช้าผมก็เห็นเดินเข้าออฟฟิศคนเดียว ตอนเที่ยงก็เห็นเดินเพียงลำพังท่ามกลางฝูงมนุษย์เงินเดือนที่พาเหรดกันไปกินข้าว ตอนเย็นรึก็เห็นกลับบ้านเพียงคนเดียว หลายครั้งเหมือนกันที่ผมขับรถผ่านแล้วเห็นคุณชายนั่งรอรถเมล์อยู่หน้าตึก เคยคิดจะจอดถามเหมือนกันว่าจะไปไหนยังไง เผื่อว่าทางเดียวกันจะได้ให้ติดรถไปด้วย แต่พอนึกถึงอาการเชิ่ดๆ วาจาเฉือนใจ และบุคลิกที่คล้ายจะปลีกตัวออกจากสังคมผมจึงเก็บความหวังดีเอาไว้ดีกว่า กลัวว่าจะหน้าแหกถ้าเจ้าตัวตอบกลับมาว่าส.ใส่เกือก ปากคอยิ่งเลาะร้ายอย่างไม่น่าไว้ใจอยู่ด้วย

จะสิ้นวันแล้ว งานที่ผมแก้วันนี้โดนตีกลับมาเป็นรอบที่สามด้วยเหตุผลว่าลูกค้าไม่ชอบใจ มันเป็น Ad โฆษณาที่จะลงในนิตยสารครับ เจ้าของเป็นลูกค้าของนายธีรายุทธพอดีเขาขอลงบทความเชิงพีอาร์ในหนังสือแล้วนายธีรายุทธต้องเป็นคนเขียน บทความนั้นไม่มีปัญหาครับ ผ่านฉลุยตั้งแต่ปรุ้ฟครั้งที่หนึ่งจนลูกค้าพอใจขอพ่วงให้ออกแบบ Ad ให้ใหม่ นายธีรายุทธจึงเป็นคนประสานงานทั้งหมดอีกครั้ง เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสื่อกลางระหว่างลูกค้ากับผม มันก็หน้าที่เขาน่ะแหละที่จะต้องรับบัญชาจากลูกค้ามาบอกต่อกับผมอีกทีว่าต้องการแบบไหน คอนเซ็ปต์อะไร ผมมันเป็นนักกราฟิกเงาครับ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงลูกค้ากับผมก็ไม่มีทางได้คุยกันตรงๆ แต่จะสื่อผ่านกันทางตัวกลางอีกที แต่ในครั้งนี้มันส่อแววมาแล้วครับว่าผมคงต้องคุยคอนเซ็ปต์เองกับลูกค้าโดยตรง เพราะมันเกินไปหน่อยแล้วที่ตีกลับงานมาแก้แบบไม่เกรงใจกันแบบนี้

“นี่มันรอบที่สามของวันนี้ ไม่นับรวมอาทิตย์ที่แล้ว คุยงานยังไงทำไมไม่เอาให้เคลียร์ก่อน ผมเสียเวลากับงานนี้มาจนงานอื่นจะหลุดหมดแล้วนะ” ผมเอ่ยติงธีรายุทธที่เอางานกลับมาให้ผมแก้ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปีที่งานของเขามีปัญหา และก็เป็นครั้งแรกด้วยที่ผมเอ่ยติงเพื่อนร่วมงานด้วยท่าทีจริงจังแบบนี้ ส่งผลให้บรรยากาศในแผนกตอนนี้เงียบไป หลายคนกำลังสนใจผมกับนายธีรายุทธที่กำลังยืนประจันหน้ากันอยู่

“ก็ลูกค้าเขาไม่ชอบคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ ใช่ว่าผมอยากจะมาเสียเวลากับงานชิ้นนี้ชิ้นเดียวนักหรอกนะ งานอื่นผมก็มีให้เคลียร์ไม่ต่างจากคุณหรอก” นายธีรายุทธเอ่ยอกมา นี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ผมได้ยินคำพูดยืดยาวจากเจ้าตัว แต่อารมณ์ผมตอนนี้กำลังหงุดหงิดเต็มขั้นจึงโวยกลับไป

“คุณก็ได้แต่อ้างว่าเขาไม่ชอบๆ คุณก็หัดแข็งกับเขาบ้างสิ ไม่ใช่ว่าเขาขอเปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่แล้วจะต้องยอมตลอด ปากน่ะเขามีให้พูดเยอะๆ ไม่ใช่ครับๆๆ ท่าเดียว แย้งเขาซะบ้างสิว่าส่วนไหนมันเกินลิมิตที่เราจะแก้ให้ได้ หากเป็นแบบนี้มาสักสิบรอบ เดือนนี้หนังสือก็ไม่ต้องปิดเล่มกันพอดี”

“คุณรู้ได้ไงว่าผมไม่แย้ง อย่ามาตำหนิกันแบบนี้นะผมไม่ชอบ”

“ไม่ชอบแล้วไงล่ะ แล้วคุณคิดว่าผมชอบนักเหรอกับการทำงานกับคนไม่มีปากน่ะ นี่มันงานส่วนรวมนะไม่ใช่งานคุณคนเดียว หัดพูดหัดจาหัดใส่ใจคนอื่นบ้าง ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปหนังสือได้ตายกันพอดี”

“แล้วที่ผ่านมามันตายมั้ยล่ะ จะคุยเรื่องงานก็คุยไป ไม่ต้องมาวิจารณ์หรือสั่งสอนผม คุณไม่มีสิทธิ์”
“โอ้ย อยากสั่งสอนตายล่ะ เพื่อนก็ไม่ใช่ ญาติก็ไม่ใช่ ที่ผมพูดไปเพราะผมเป็นห่วงงาน เป็นห่วงเพื่อนๆ ที่จะต้องมาลำบากในการตามปิดเล่มหัวขวิดเพราะการทำงานไม่ได้เรื่องของคุณต่างหาก”

“โอเค ได้ ถ้าคิดว่าผมมันเป็นตัวถ่วงนัก ผมก็จะขอรับผิดชอบงานนี้ที่ผมทำพลาดไปด้วยการลาออกก็แล้วกัน ผมคงไม่เหมาะที่จะอยู่กับสังคมเฮฮาของพวกคุณหรอก ปิดเล่มช้านิดช้าหน่อยทำเป็นจะตายกันให้ได้ ขอบคุณนะที่ทำให้ผมรู้ว่าการทำงานที่นี่ห้ามพลาดแม้แต่ครั้งเดียว”

ผมยืนอึ้งกับคำว่าลาออกที่ได้ยินจากปากนายธีรายุทธ ได้แต่ยืนมองเจ้าตัวเดินไปเก็บของบนโต๊ะทำงาน ในใจผมไม่ได้คิดไปไกลขนาดที่จะให้เจ้าตัวรับผิดชอบขนาดนั้น ก็แค่ติงเรื่องงานแค่นี้ทำไมนายนั่นจะต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยล่ะ นี่ผมพูดแรงไปเหรอ

“ใจเย็นๆ ที นายเปาเขาก็ผีเข้าผีออกแบบนี้แหละเวลาหงุดหงิดน่ะ” มีเพื่อนร่วมงานหนึ่งคนเดินไปปลอบแต่ท่าทางจะไม่ได้ผลเพราะนายธีรายุทธนั่นยังคงก้มหน้าก้มตาเก็บของ เสร็จแล้วก็เดินหน้าตึงเชิ่ดออกไปจากแผนกแบบไม่สนใจคำพูดของใคร

“บอกอรู้เรื่องนี้มึงตายเลยนะไอ้เปา มึงก็น่าจะรู้ว่าเขาปลื้มนายทีนั่นขนาดไหน” เพื่อนร่วมกลุ่มเดินมาคุยกับผม ผมถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินตามหลังนายธีรายุทธไป เอาวะ ทำใจง้อผู้ชายด้วยกันสักครั้งคงไม่เสียเชิงนักหรอก คำพูดเมื่อกี้มันก็อาจจะแรงไปจริงๆ น่ะแหละ ใครจะรู้ล่ะว่านายนั่นจะงอนได้ยังกะผู้หญิงขนาดนั้น เฮ้อ ใครจะคิดว่าผู้ชายคนแรกที่ผมต้องง้อคือนายธีรายุทธ

ติดตามต่อในเล่มจ้า



Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Queen Story

ตั้งหัวข้อ by Admin on Mon Dec 11, 2017 7:52 am

In Love Christmas

“น้ำใบบัวบกจ้า!..น้ำใบบัวบกจ้า!..มาเร็ว...มาเร้ว!...ใครกำลังอกหักใกล้ตายเชิญทางนี้จ้า”
ประโยคหลังที่ภาวินป่าวประกาศเหมือนชายหนุ่มตั้งใจที่จะประชดประชันใครบางคนที่กำลังนั่งเหม่อซึมอยู่บนโต๊ะทำงานในตอนพักเที่ยง ซึ่งตอนนี้ทั้งออฟฟิศเหลือเพียงไม่กี่คนที่นั่งกันอยู่โต๊ะใครโต๊ะมัน

“นี่ภาวิน พอซะทีเหอะน่า รู้ก็รู้ว่าเตชิตกำลังอกหัก แกยังจะไปตอกย้ำซ้ำเติมเขาอีกทำไม” เต้นติงเพื่อนหนุ่มจริตสาวที่ไม่ยอมหยุดป่าวประกาศสักที แถมยังปรายสายตาไปเยาะหยันเตชิตหลายครั้ง

“ขอสักวันเถอะเต้น ฉันน่ะหมั่นไส้นายนี่มานานแล้ว ชอบเหยียดเพศดีนัก ถือว่าเป็นผู้ชายแท้ๆ แล้วกร่างใส่ฉันสารพัด หาว่าฉันเป็นเป็นเพื่อนร่วมงานที่เหยาะแหยะ คุยกับลูกค้าไม่รู้เรื่อง หนอยวันหนึ่งๆ ฉันคุยงานเป็นสิบยี่สิบราย จะให้ลิ้นไม่พันกันได้ยังไงไหว เวลาออกงานก็ชอบสั่งนักให้ฉันเก็กแมน เก็บอาการสาว ทำยังกะฉันไม่รู้หน้าที่รู้ลิมิตของตัวเองซะอย่างนั้น แล้วเป็นไงล่ะพ่อโคตรแมน โดนแฟนทิ้งทีมานั่งซึมเป็นไก่ป่วยเชียวสะใจจริงๆ” ภาวินเอ่ยระบาย
ชายหนุ่มกับเตชิตเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่ได้ร่วมกันดิวงานกับลูกค้าตั้งแต่รายแรกเมื่อปีก่อน

งานนั้นเป็นงานวันคริสต์มาสที่เจ้าของงานไว้วางใจให้บริษัทออแกไนเซอร์ที่ทำอยู่เป็นแม่งานดูแลการจัดงานและประสานงานให้ทั้งหมด ทุกอย่างตะกุกตะกักตั้งแต่รู้ว่าจะต้องร่วมกันรับผิดชอบงานนี้ด้วยกัน เตชิตเองก็อีโก้จัด นึกไม่ชอบใจและขัดความรู้สึกอย่างมากที่หัวหน้างานมีคำสั่งให้ตนมาทำหน้าที่ประสานงานกับบุคคลเพศที่สามอย่างภาวิน ส่วนภาวินก็ใช่ย่อย เมื่อโดนตั้งแง่อคติ รังสีความทิฐิสูง ไม่ชอบให้ใครมาจ้องดูถูกในเรื่องเพศก็แผ่กระจายออกมาให้ได้สัมผัสเช่นกัน สองคนจึงไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่วันนั้น แต่เพราะนิสัยลึกๆ ที่ต่างตนก็ต่างมีสปิริตและความรับผิดชอบสูงพอตัว จึงสามารถร่วมกันสร้างรูปแบบงานที่แสนประทับใจให้เจ้าของงานยิ้มแก้มปริรับคำชม ในเมื่องานแรกสำเร็จอย่างสวยงาม เจ้าของบริษัทจึงลงความเห็นให้ทั้งคู่เป็นปาท่องโก๋ในการจัดงานรูปแบบใหญ่ๆ ด้วยกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สองคนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาก็เสแสร้งแกล้งดีต่อกันไปอย่างนั้น แต่พอลับหลังเช่นวันนี้ที่ฝ่ายหนึ่งพลาดท่าล้มลงเพราะโดนคนรักทิ้งไป อีกฝ่ายที่รอถล่มจึงเปิดสัญญาณการโจมตีทันที

“ระวังจะเจอเข้ากับตัวเองสักวัน” เต้นเอ่ยว่าตอนฟังภาวินระบายจบ

ไม่มีทางซะล่ะ พี่กันต์ของฉันไม่เป็นคนหลายใจหรอก”

ภาวินตอบกลับอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันไปทุบโต๊ะสวมวิญญาณแม่ค้าใต้ตึกป่าวประกาศต่อ

“อ้าวเร้ว! น้ำใบบัวบกทางนี้จ้า อกหักแล้วยังหูแตกอีกเหรอ นั่งซึมกระทืออยู่ได้”

“นี่! จะเห่าจะหอนให้มันอะไรขึ้นมาห๊ะ! นู่นออกไปเห่าไปหอนหน้าตึกโน่นไป เผื่อจะมีหมาตัวไหนที่มันเป็นเซลล์มารับไปสั่งสอนบ้าง” เตชิตโพล่งออกมาอย่างเหลืออด เมื่อทนไม่ไหวต่อการโดนเอ่ยกระทบกระทั่งจากคู่ปรับในสายงาน

“นี่ให้มันน้อยๆ หน่อยนะ หมาที่เป็นเซลล์นายหมายถึงพี่กันต์ใช่มั้ย พี่กันต์เขามาเกี่ยวอะไรด้วย ปากเสียนักนักมิน่าล่ะถึงได้โดนทิ้ง” ภาวินเท้าเอวชี้หน้าว่ากลับ เพื่อนๆ ที่นั่งอยู่จึงเริ่มหันมองด้วยความสนใจ แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้พวกเธอและเขาเห็นจนชินซะแล้วตอนภาวินและเตชิตอยู่ลับหลังผู้บังคับบัญชา ถือเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดขึ้นในออฟฟิศ

“ทำไม มีนายกันต์นั่นคนเดียวหรือไงที่เป็นเซลล์ได้”
เตชิตค้านตอบภาวินไม่ยอมแพ้

“ไม่ต้องมาแถ กล้าพูดก็กล้ารับหน่อยสิพ่อโคตรแมนไงล่ะจ๊ะ รสชาติของการถูกทิ้งมันแซ่บดีมั้ย”

“สาธุ ขอให้นายกันต์นั่นเลิกกับนายทีเถอะ ถึงเวลานั่นฉันจะหัวเราะให้ฟันร่วงเชียว” เตชิตเอ่ยแช่งเพราะนึกฉุนกับท่าทีเยาะหยันของภาวิน

“โถ โถ คุณเตชิต ตัวเองเพิ่งโดนทิ้งมา จะมาสาปแช่งคนอื่นเค้าซะแล้วเหรอ จะไม่ใจแคบไปหน่อยเหรอคุณผู้ชาย” ภาวินยังคงยั่วต่อ

“ฉันไม่ได้สาปแช่ง แต่มันเป็นความต้องการของฉัน นายคอยดูก็แล้วกันภาวิน!” เตชิตพูดทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะลุกเดินหนีไปจากโต๊ะ ภาวินเดินตามหลังพลางส่งเสียงตามไป

“ไปแล้วเหรอคุณผู้ชาย แหม ทำไมวันนี้ยอมแพ้เร็วนักล่ะ อกหักอย่าไปผูกคอตายน่ะ ถ้าจะให้เท่โดดตึกที่ชั้นดาดฟ้าเลย”

“นี่ๆๆ พอได้แล้วภาวิน จะก๋ากั๋นไปถึงไหน อายคนอื่นเข้าบ้าง” เต้นตามไปลากชายหนุ่มกลับมาที่โต๊ะ เมื่อเห็นฝ่ายนั้นเริ่มหัวเราะอย่างสะใจ โดยไม่นึกเอะใจในคำพูดของคนอกหักที่ฝากเอาไว้ก่อนไป

++++++++++++++++++++++

ในเวลาเลิกงาน เป็นเวลาซึ่งพี่กันต์ของภาวินจะมารับ ชายหนุ่มเดินออกจากออฟฟิศไปกับเพื่อนคุยกันไป หัวเราะกันไปอย่างสนุกสนาน

“ฉันน่ะอิจฉาเธอจริงๆ ภาวิน แกเป็นผู้ชายแต่แกได้ควงพี่กันต์ทั้งหล่อทั้งเท่ แกไปไล่จับเอาแถวไหนเหรอ”

“ไล่จับไบ้าเหรอ เราน่ะ บังเอิญเจอกันในร้านอาหารจ๊ะ ก็เลยถูกชะตากัน เป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดาของพรหมลิขิต”

“เหรอ! ร้านไหน ร้านไหน เผื่อฉันจะไปกินมั้ง อาจมีหลงเหลือสักคนสองคน” เสียงหัวเราะครื้นเครงดังไปทั้งกลุ่ม ก่อนที่จะเงียบลงพร้อมๆ กับฝีเท้าที่ชะงัก เมื่ออยู่ดีๆ เตชิตมายืนดักหน้า

“นี่จะมาหาเรื่องผู้หญิงเหรอ มายืนขวางทางแบบนี้เนี่ย”
ภาวินถามก่อน

“แปลงเพศแล้วหรือไงถึงกล้าพูดได้เต็มปาก”
เตชิตเอ่ยกัด ภาวินชักสีหน้าตอบ

“ฉันไม่ได้หมายถึงตัวเอง ฉันหมายถึงเพื่อนฉัน”

“อ๋อเหรอ” เตชิตตอบเสียงสูง มองสบตานิ่งที่คนพูด

“แล้วนี่มาขวางทำไม” ภาวินมองถามต่อ

“ฉันก็แค่อยากจะไปส่งนายจะทำไม” เตชิตตอบ ภาวินชะงักค้างคล้ายไม่เชื่อหูตัวเอง ชายหนุ่มหันไปมองหน้าเพื่อนสาวรอบตัว ก่อนจะหัวเราะก๊ากออกมาในที่สุด หันมาเสวนากับคนเอ่ยประโยคเมื่อครู่

“นี่นายเตชิต นายคิดจะจีบฉันเหรอ ฉันน่ะมีแฟนแล้วนะจ๊ะ เพี้ยนไปหรือเปล่านาย โถโถ นายเองก็หล่อไม่เบานะ ไปหาเอาข้างหน้าเถอะไป ฉันเป็นเกย์ที่นิยมเกย์ด้วยกันจ๊ะ ไม่ได้มีรสนิยมชอบผู้ชายหน้าหม้อ” เอ่ยจบชายหนุ่มก็หัวเราะเยาะกวนประสาทสุดขีด แล้วชวนเพื่อนๆ เดินเลี่ยงไปอีกทาง เตชิตมองตามอย่างคนที่พยายามข่มอารมณ์โกรธไว้เต็มที่ เขาจะทำให้ภาวินรู้รสชาติความเจ็บจากการโดนทิ้งให้ได้ คอยดู!!


ติดตามต่อในเล่มจ้า

Admin
Admin

จำนวนข้อความ : 16
Join date : 10/12/2017

ดูข้อมูลส่วนตัว http://bboyseriesnovel.thai-forum.net

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ